Jump to content


ประกาศย้าย Thaiware Community ไปที่ QA.THAIWARE.COM

ขณะนี้ทางเว็บ Thaiware.com ได้เปิด บริการใหม่ภายใต้หัวข้อ THAIWARE Q&A (ถาม - ตอบ) เมื่อต้นเดือน มกราคม พ.ศ. 2556 (2013) ที่ผ่านมา หากใครมีข้อสงสัย มีคำถามต่างๆ จะสอบถาม เรามีทีมงานที่จะคอยดูแลตอบคำถาม ไขข้อข้องใจตลอดเวลา


สำหรับในหน้า COMMUNITY.THAIWARE.COM นี้เราจะเก็บเอาไว้เป็นคลังกระทู้เก่า เพื่อค้นคว้าหาความรู้ที่เคยพูดคุยกันมา ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่อไปโดยจะไม่สามารถตั้งกระทู้ หรือ สมัครสมาชิกใหม่ ในหน้านี้ได้ ดังนั้นขอเชิญที่ QA.THAIWARE.COM แทน สำหรับสมาชิกเก่าในที่นี้ กรุณาสมัครสมาชิกใหม่อีกครั้งก่อนการใช้งานที่ THAIWARE Q&A (ถาม - ตอบ)


ขอบคุณที่ใช้บริการตลอดมา
ทีมงาน Thaiware.com
หากมีข้อสงสัยติดต่อ 0-2635-0744 ต่อ 12



Photo

ขอประวัติเกี่ยวกับจิตรกรชื่อดังกับ


  • Please log in to reply
8 replies to this topic

#1 Naluk

Naluk

    เพื่อนไทยแวร์ :)

  • Silver Members
  • PipPip
  • 75 posts

Posted 29 June 2006 - 09:20 PM

เซงจารย์มากๆสั่งวันนี้เอาพรุ่งนี้
อยากได้สัก7คนอ่ะคับขอเป็นลิ้งก็ได้หรือว่าใครจะมีเป็นไฟล์เลยก็ได้คับขอผลงานด้วยก็ดีคับขอบคุณมากๆคับ...
ความรักไม่มีเหตุผล.. แต่พอจบลงมักจากไปพร้อมกับเหตุผลเสมอ....

สามคำนี้ฉันรักเธอ
สามคำนี้จำเสมอเธอรักฉัน
สามคำนี้จำเอาใว้เรารักกัน
สามคำนี้จำให้มั่นคำสัญญา

#2 WTF

WTF

    มองไรหว่า

  • Global Moderator
  • 5,987 posts
  • Gender:Male
  • Location:บนเตียง
  • Interests:DVD 90 ลดได้เต็๋มที่เหลือ 80 <br />VCD 45 ต่อรองได้

Posted 30 June 2006 - 10:25 AM

จิตรกรชื่อดัง

ใครล่ะคับ หรือ มีด้วยหรอ จิตรกร ที่ ชื่อ ดัง
การลอกบทความของผู้อื่นโดยไม่ขอ หรือ ไม่อ้างอิงแหล่งที่มา
ผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ทางปัญญา แม้มิได้จดทะเบียนก็ตาม


-- งดให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้ ภาษาไทย ไม่ถูกต้อง --
เปิดโปงโฆษณาหาเงินบน Internet ทดสอบแล้ว กดแรง ๆ




#3 Naluk

Naluk

    เพื่อนไทยแวร์ :)

  • Silver Members
  • PipPip
  • 75 posts

Posted 30 June 2006 - 09:02 PM

โหท่าน KaMaRn เล่นงี้ตอบไม่ถูกเลย ไม่เป็นไรคับหาได้แล้วปั่นหัวแทบระเบิดเจอแต่เป็นภาษาปะกิดกว่าจะได้ภาษาไทยแทบกะอักเลือด อิอิ!!
ความรักไม่มีเหตุผล.. แต่พอจบลงมักจากไปพร้อมกับเหตุผลเสมอ....

สามคำนี้ฉันรักเธอ
สามคำนี้จำเสมอเธอรักฉัน
สามคำนี้จำเอาใว้เรารักกัน
สามคำนี้จำให้มั่นคำสัญญา

#4 m932001

m932001

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 8 posts

Posted 30 June 2006 - 09:46 PM

Pablo Picasso ,Marc Chagall,Joan Miro ,and Pierre August Renoir" โดยมีการนำภาพของจิตรกรดังของโลกคือ พาโบล ปิกัสโซ่, ปิแอร์ ออกุสต์ เรอนัวร์, มาร์ก ชากัล และโจแอน

ผลงานชิ้นเด่นของศิลปิน เช่น ภาพ Colombe Volant (Dove of Peace) ,1952" ของปิกัสโซ่ อันเป็นภาพที่แสดงถึงความสนใจในการเมืองของเขา ทั้งในเรื่องการต่อต้านสงครามและความรุนแรง ผู้ชมจะได้รู้สึกถึงความเป็นภราดรภาพและความหวัง ผ่านภาพของนกพิราบ และพวงหรีดใบลอเรล รวมถึงสายรุ้ง ซึ่งปรากฏในภาพ จนต่อมาภายหลังนกพิราบ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนั้นยังจะมีภาพ L"Enfant au biscuit (Jean Renoir),1898" ของ ปิแอร์ ออกุสต์ เรอนัวร์ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้นิยมงานศิลปะทั่วโลก ภาพนี้เป็นภาพของเด็กหญิงกับขนมปัง ที่เรอนัวร์ ใช้จีนน์ ลูกสาวของเขาเป็นแบบ เนื่องจากในยุคแรกๆ ของการทำงานศิลปะเรอนัวร์มักให้ลูกของเขาทั้ง 3 คนเป็นแบบให้

"นิทรรศการครั้งนี้ยังเป็นเสมือนการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของผลงานศิลปะยุคโมเดิร์นของศตวรรษที่ผ่านมา ผู้ชมจะได้เห็นถึงพลังของจิตวิญญาณและความอัจริยะของศิลปินเหล่านี้ที่ได้รับการยกย่องเป็นมาสเตอร์ของงานศิลปะยุคโมเดิร์นด้วย" น.ส.ภาวิชญากล่าว

สำหรับศิลปินทั้ง 4 นั้น ต่างคนต่างมีความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยพาโบล ปิกัสโซ ศิลปินชาวสเปน เป็นทั้งจิตรกร นักแกะสลัก ปฏิมากร รวมทั้งสนใจงานด้านเซรามิกและงานเขียน ส่วนมาร์ก ชากัล เป็นศิลปินยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ที่โรแมนติกมากคนหนึ่ง งานของเขาได้แรงบันดาลใจจากบทกวี ความรัก เขานิยมใช้สัญลักษณ์ที่แสดงถึงรัสเซียอันบ้านเกิดด้วย สำหรับโจแอน มีโร เป็นศิลปินที่นิยมเสนอผลงานผ่านปรัชญาของสีและรูปทรง ด้านปิแอร์ ออกุสต์ เรอนัวร์ นั้นโดดเด่นในงานแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ในรูปแบบเฉพาะตัว


วินเซนต์ แวนโก๊ะห์

#5 m932001

m932001

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 8 posts

Posted 30 June 2006 - 09:51 PM

ชีวประวัติ วินเซนต์ แวนโก๊ะ
Vincent Van gogh

....................................

ค.ศ.1353 วินเซนต์ แวนก๊อก เกิดเมื่อวันที่30 มีนาคม ประเทศ ฮออลแลนด์
ค.ศ.1894-68 ศึกษาชั้นต้นในท้องถิ่น
ค.ศ.1869 เริ่มทำงานในห้องภาพกูปีล์ในกรุงเฮก เมื่ออายุ16ปี
ค.ศ.1873-76 เริ่มสนใจเรื่องศาสนา หลังจากลาออกจากงานในห้องภาพได้ไปเป็นครูที่โรงเรียนในแรมสเกท เมืองเล็กๆในอังกฤษ ต่อมาย้ายไปสอนและเทศน์ที่ไอเวิลเวิร์ธ เมืองเล็กๆใกล้กรุงลอนดอน
ค.ศ1877 สอบเข้าคณะเทววิทยาที่มหาลัยอัมสเตอร์ดัม แต่ได้ละทิ้งการศึกษาและจุดมุ่งหมายด้านนี้เสียในเวลาต่อมา
ค.ศ.1878-79 เป็นนักเทศน์ผู้จาริกไปในเขตเหมืองแร่เมืองบอริเนจในเบลเยี่ยมอุทิศตนให้กับชาวเหมืองที่วาสเมอใกล้เมืองมอนส์ โดยพยายามแก้ไขปัญหาความยากแค้นอย่างเต็มทีแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ถึงแม้จะมีศรัทธาในศาสนาอย่างลึกซึ้ง แต่เขารู้สึกเหมือนถูกเรียกร้องให้เป็นศิลปินมากกว่า
ค.ศ.1880-85 ปี1880-81 ได้ไปศึกษากับจิตกรหลายคนในกรุงบรัสเซลส์ ศึกษาในกรุงเฮกในปี1881-83และที่เมืองแอนทะเวิร์ป ระหว่าง ค.ศ.1885-86 พร้อมกับศึกษาและเขียนภาพชีวิตชนบทของชาวเหมืองและชาวไร่ชาวนา ภาพคนกินมันฝรั่งเป็นผลงานที่แสดงอิทธิพลการเขียนแบบเก่าของดัตช์
ค.ศ.1886-87 ย้ายไปอยู่กับธีโอน้องชายที่ปารีส ธีโอทำงานอยู่ในห้องภาพที่นั่น ดังนั้นจึงเป็นผู้กว้างขวางและรู้จักศิลปินในแวดวงหลายคน แวนก๊อกรู้จักกับศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์และสนใจศึกษาเทคนิคภาพเขียนของแปร์ตองกีเป็นแนวทางเขียนภาพของเขา สีที่สดขึ้น การป้ายสีเป็นไปอย่างอิสระและเส้นสายเป็นลูกคลื่นที่ได้แบบอย่างจากภาพเขียนของญีปุ่นในช่วงชีวิตนี้ธีโอคือผู้ช่วยเหลือสำคัญทั้งด้านการเงินและทางอารมณ์ของแวนก๊อก ซึ่งถูกกดดันเนื่องจากผลงานไม่เป็นที่ยอมรับ
ค.ศ.1888 ป่วยเป็นโรคจิตและทะเลาะกับโกแกงจนถึงกับตัดหูข้างซ้ายของตน ต่อมาได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในเมืองอาร์เลส แชร์ทเรอมีและอูฟร์

ค.ศ.1889-90 ย้ายไปอยู่ที่อาร์เลสเมืองชนบทในฝรั่ง เป็นระยะที่มีการพัฒนาทางศิลปะอย่างสมบูรณ์ แต่ละภาพเต็มไปด้วยความรู้สึกอันรุนแรงของตัวจิตรกรที่รู้สึกต่อสิ่งแวดล้อม การปรากฎของสิ่งต่างๆประจำวัน ถูกแปรเป็นแผ่นสีที่สดใสและเส้นสายที่สั่นสะเทือนเป็นลูกคลื่น อันเป็นสัญลักษณ์ของพลังสากลที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกไว้ ผลงานชิ้นเยี่ยมในข่วงนี้คือ ต้นไซเปรสกับหมู่บ้าน บ้านนาหลังใหญ่และดอกทานตะวัน
แวนก๊อกจบชีวิตด้วยการยิงตัวตายในวัยเพียง37ปี

threatening-skies.jpg




Wheat Field Under Threatening Skies
1890; Oil on canvas, 50.5 x 100.5 cm
Vincent van Gogh Museum, Amsterdam

Filesize: 18.25 KB
Viewed: 2861 Time(s)


--------------------------------------------------------------------------------

cypress-star.jpg




Road with Cypress and Star
1890; Oil on canvas, 92 x 73 cm
Rijksmuseum Kroller-Muller, Otterlo

Filesize: 64.57 KB
Viewed: 2862 Time(s)


--------------------------------------------------------------------------------

bedroom-arles.jpg




Van Gogh's Room at Arles
1889
Oil on canvas; 57 x 74 cm
Musee d'Orsay, Paris

Filesize: 25.77 KB
Viewed: 2863 Time(s)


--------------------------------------------------------------------------------

Self-Portrait.jpg




Self-Portrait with Straw Hat
Paris: Summer, 1887
Oil on canvas on panel
34.9 x 26.7 cm.
The Detroit Institute of Arts

Filesize:
http://www.artgazine...topic.php?t=147


#6 m932001

m932001

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 8 posts

Posted 30 June 2006 - 09:52 PM

เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1452 เวลา 3 นาฬิกา ตอนเช้ามืด ที่เมืองวินชี ไม่ไกลจากกรุงฟลอเรนซ์ ในแคว้นทัสคานี อิตาลีตอนเหนือ เป็นลูกนอกสมรสของผู้ตรวจสอบเอกสารทางกฎหมายนาม เซร์ ปิเอโร ดี อันโทนีโอ (ser Piero di Antonio) กับหญิงชาวนานามคาเทรีนา (Caterina) ไม่ทราบสกุล ชื่อเต็มยศจึงได้แก่ เลโอนาร์โด ดี เซร์ ปิเอโร ดาวินชี แปลว่า คุณสิงห์ ลูกนายปิเอโร จากเมืองวินชี

เพียงไม่กี่เดือนหลังเลโอนาร์โดเกิด เซร์ ปิเอโร ก็แต่งงานกับ อัลบิเอรา อามาโดรี (Albiera Amadori) หญิงชนชั้นกระฎุมพีมีสตางค์ สถานะคู่ควรกับตระกูลข้าราชการเก่าแก่ของ เซร์ ปิเอโร และคาเทรีนาก็จำต้องเลียแผลหัวใจ แต่งงานไปกับชายชาวนาละแวกบ้านแถวนั้น จนเลโอนาร์โดมีอายุได้ 5 ขวบ พ่อก็เอาตัวไปอยู่ด้วย ให้แม่เลี้ยงซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีลูกของตัวเองได้เลี้ยงเป็นลูก อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วทั้งพ่อและแม่เลโอนาร์โดก็มีลูกกับคนอื่นในเวลาต่อมาอีกมากมาย จนรวมแล้ว เลโอนาร์โดมีพี่น้องต่างบิดามารดาถึง 17 คน

เลโอนาร์โดจึงเติบโตมาในบ้านใหญ่แสนอบอุ่น พร้อมด้วยปู่ย่า และลุงที่ดูจะรักเขามากเป็นพิเศษจนทิ้งส่วนแบ่งมรดกไว้ให้ ความสัมพันธ์กับนางคาเทรีนา แม่แท้ ๆ ก็เข้าใจว่าคงจะดี เพราะตอนโตแล้ว เลโอนาร์โดก็รับแม่มาอยู่ด้วย

เลโอนาร์โดเกิดกลางสมัยที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่ายุคเรอเนซองซ์ (Renaissance) หรือที่แปลเป็นไทยกันว่า “ยุคฟื้นฟู” เป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองในวิทยาการและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งในอิตาลี เป็นยุคที่ปัญญาชนทั้งหลายหวนกลับไปศึกษาภูมิปัญญายุคคลาสสิกของกรีกและโรมันเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของมนุษย์ให้สุดศักยภาพ จนเกิดเป็นกระแสแนวคิด “มนุษยนิยม” หรือฮิวแมนนิสม์ (humanism) ขึ้น

ในสมัยที่เลโอนาร์โดเป็นเด็กและหนุ่มน้อย เหล่าปัญญาชนฮิวแมนนิสต์ทั้งหลายจึงมุ่งศึกษาหาปัญญาจากตำรับตำราโรมัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรมาจารย์กรีกรุ่นเดอะอย่างเพลโตและอริสโตเติลเป็นหลัก ลูกคนชั้นสูงต้องเรียนภาษาละติน และถ้าชั้นสูงมาก ๆ ก็เรียนกรีกด้วย แต่แม้ว่าพ่อจะหาครูบาทหลวงมาสอนภาษาละตินโบราณให้ เลโอนาร์โดก็ไม่ยอมเรียนหนังสือในห้องสมุดทึม ๆ กลับหันไปค้นหา “ความจริง” จากธรรมชาติรอบตัว และชอบนั่งจ้อกับเหล่าชาวนาอารมณ์ดีใต้ต้นไม้กลางแดดหอมอุ่นแสงใสของแคว้นทัสคานี เขาจะคอยจดตำนาน เรื่องเล่า สุภาษิต ความเชื่อ คำพังเพย ภูมิปัญญาต่าง ๆ ของชาวนาเก็บไว้มากมาย

เด็กชายเลโอนาร์โดใช้เวลานาน ๆ ทุกวันคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติรอบบ้านเกิด วินชีเป็นเมืองเล็กข้างเขาที่แทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยตลอด 5 ศตวรรษครึ่งที่ผ่านมาจวบจนวันนี้ มันเป็นเมืองชนบท บ้านสร้างด้วยหินเรียงเป็นก้อน ๆ ล้อมรอบไปด้วยไร่นาอุดมสมบูรณ์ ตามเนินเขาที่ดอนก็เต็มไปด้วยสวนองุ่น สวนผลไม้ และมีดงต้นมะกอกที่มีหลังใบสีเงินว็อบแว็บขึ้นกระจัดกระจายไปทั่ว มีเขาอัลบาโนตั้งตระหง่านอยู่ใกล้ ๆ เป็นต้นน้ำของลำธารกะรุกกะริกหลายสายที่ไหลผ่านเมืองวินชีสู่หุบลุ่มน้ำอาร์โน

แม้ว่าครอบครัวจะอบอุ่น แต่เลโอนาร์โดก็เป็นเด็กรักสันโดษที่ชอบใช้เวลาอยู่เงียบ ๆ คนเดียว เขาชอบไปเดินเล่นไกล ๆ สอดส่องเฝ้ามองดอกไม้ นก แมลง ฯลฯ จนไม่มีนักประวัติศาสตร์คนใดแน่ใจว่าเด็กชายเลโอนาร์โดมีครูเป็นตัวเป็นตนแค่ไหนอย่างไรบ้าง นอกเหนือไปจากธรรมชาติซึ่งเขาจำกัดความไว้ในสมุดบันทึกว่าเป็น “เหตุผลบริสุทธิ์” ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทั้งปวง

เลโอนาร์โดรู้ตัวมาแต่เด็กว่าเขาแตกต่างไปจากคนอื่นๆ รอบตัว ในสมุดบันทึกเรื่องนก เขาเขียนถึงความทรงจำวัยเด็กไว้ว่า “..เมื่อตอนที่ข้าพเจ้ายังนอนอยู่ในเปล จำได้ว่ามีเหยี่ยวไคต์ตัวหนึ่งโฉบถลาลงมา ปลายหางของมันแตะปากข้าพเจ้าให้เปิดอ้า นี่คือลิขิตชีวิตของข้าพเจ้า”

สำหรับเขา เหตุการณ์นี้เป็นลางบอกว่า เขาถูกกำหนดให้ก้าวเดินไปบนทางที่ไม่เคยมีใครเหยียบย่ำมาก่อน เขาใฝ่ฝันมาแต่เด็กว่า “ข้า ลีโอนาร์โด สักวันหนึ่งจะรู้ศาสตร์และศิลป์ทั้งปวง ซึ่งจะไขปริศนาอันยิ่งใหญ่แห่งจักรวาล” เขาใช้สรรพนามประกาศตน “Io, Lionardo” - ข้า ลีโอนาร์โด แบบเดียวกับพวกจักรพรรดิโรมันใช้

เมื่อพิจารณาพื้นฐานวัยเด็กของเลโอนาร์โด จะเห็นได้ว่า แม้เลือดชาวนาของแม่จะแสดงออกในการเรียนรู้แบบลูกทุ่ง แต่เลือดบัณฑิตอีกครึ่งหนึ่งในตัวเลโอนาร์โดก็แสดงนิสัยใฝ่รู้ ช่างบันทึก ช่างอ่าน หนังสือต่าง ๆ จำนวนไม่น้อยที่พ่อเก็บไว้ในบ้าน หล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นนักเรียนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งที่เรารู้จักกันในประวัติศาสตร์

เลโอนาร์โดหัดวาดภาพเองมาแต่เด็ก จากความพยายามเรียนรู้จักธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่จะเลียนแบบธรรมชาติได้อย่างจริงแท้และซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเบื้องหน้า และสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในซึ่งเป็นตัวผลักดันให้เกิดภาพเบื้องหน้า ตลอดจนมายาภาพที่เขาตระหนักดีเมื่อโตเป็นหนุ่มน้อยว่า เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสง สายตา และการรับรู้ของเรา ภาพภาพหนึ่งของเขาจึงเป็นเครื่องมือที่สามารถเก็บข้อมูลและบอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าคำหลายพันคำ และต้องอาศัยการสังเกตทั้งรายละเอียด แก่นแท้ และภาพรวม จนทำให้ผู้วาดได้เรียนรู้อะไร มากมายจากสิ่งที่พยายามถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็นภูเขา แม่น้ำ สรรพพืชสรรพสัตว์ต่าง นานา ที่เขาชอบนักหนา

เซร์ ปิเอโร พ่อของเลโอนาร์โด คงจะเฝ้าสังเกตพรสวรรค์ของลูกชายมาโดยตลอด เซร์ ปิเอโร ก็เริ่มคิดถึงอาชีพของลูกชายอย่างจริงจัง และคิดว่าเลโอนาร์โดน่าจะเป็นศิลปิน เมื่อเลโอนาร์โดอายุได้ราว 17 ปี เซร์ ปิเอโร จึงเอาตัวอย่างภาพสเกตช์ของลูกชายไปให้เพื่อนสนิทดู คือ อันเดรีย เดล เวร์รอกชีโอ (Andrea del Verrocchio, 1435-1488) ซึ่งเป็นศิลปินและนักออกแบบมีชื่อในเมืองฟลอเรนซ์ เพื่อให้เวร์รอกชีโอช่วยวิจารณ์และประเมินดูว่า เลโอนาร์โดพอจะฝึกงานออกแบบยึดเป็นอาชีพเลี้ยงปากท้องได้หรือไม่ ว่ากันว่า เมื่อเวร์รอกชีโอเห็นตัวอย่างงานของเลโอนาร์โด เขาถึงกับตะลึงงัน และรบเร้าให้ปิเอโรพาลูกมาฝึกงานที่สตูดิโอ

แนวทางการพัฒนาของศิลปะในยุคนั้นกำลังมุ่งสู่ความเหมือนจริง โดยมีจีออตโต (Giotto di Bondone, 1267?-1337) เป็นผู้บุกเบิกสไตล์วาดภาพสามมิติเหมือนจริงในช่วงต้นยุคเรอเนซองซ์ ซึ่งแตกต่างไปจากการวาดภาพแนวลวดลายประดับประดาสองมิติแบบยุคไบเซนไทน์ที่ผ่านมา ความสามารถในการนำเสนอภาพเหมือนตาเห็นของเลโอนาร์โดจึงเป็นที่ชื่นชมได้ง่ายในทันที

ปรกติ เด็กฝึกงานในสมัยนั้นต้องทำหน้าที่สารพัดเบ๊ในสตูดิโอเป็นเวลาหลายปี ก่อนได้รับอนุญาตให้จับพู่กันช่วยเขียนรูป เริ่มตั้งแต่บดผงสี นวดดิน ฯลฯ ให้ครูและรุ่นพี่ เป็นนานกว่าจะได้ช่วยระบายสีฉากหลังและองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่ไม่สำคัญ แต่เลโอนาร์โดฝึกงานเพียงไม่นาน เวร์รอกชีโอ ก็ให้ช่วยเขียนภาพให้ลูกค้าแล้ว จนเมื่อเลโอนาร์โดมีอายุได้ 20 ปี เวร์รอกชีโอก็ให้ช่วยเขียนภาพจอห์นเดอะแบปทิสต์ทำพิธีล้างให้พระเยซู (The Baptism of Christ) โดยเวร์รอกชีโอเป็นผู้ออกแบบภาพ เขียนตัวละครและองค์ประกอบหลักๆ ให้เลโอนาร์โดเขียนวิวฉากหลังสุด เขียนตัวนางฟ้าถือผ้า และแต่งเติมตัวพระเยซูที่วาดไว้เกือบเสร็จแล้ว

ปรากฏว่าภาพส่วนที่เลโอนาร์โดวาด ฝีมือดีละเอียดอ่อนกว่าที่เวร์รอกชีโอวาดอย่างเห็นได้ชัด ว่ากันว่า เมื่อเวร์รอกชีโอเห็นฝีมือของศิษย์ เขาถึงกับลั่นวาจาเลิกจับพู่กันระบายสีอีกต่อไป เรื่องนี้จริงแท้แค่ไหนเราไม่รู้ รู้แต่ว่า หลังจากภาพนี้ เวร์รอกชีโอแทบจะทำแต่งานประติมากรรม ….


#7 m932001

m932001

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 8 posts

Posted 30 June 2006 - 09:54 PM

Pablo Picasso (Cubism)









คิดใหม่ทำใหม่ กับ ปิกัสโซ่ Pablo Picasso

หลังจากบอกว่าสองอาทิตย์ จะทำทีผลที่ออกมา แอะๆๆ2เดือนทำที นั่งอ่านเป็นวันๆ ในที่สุดก็ได้แล้วครับ วันนี้เรามาว่ากันเรื่องของ คนมีเหลี่ยม อิๆๆๆ เรามาว่าเรื่องของปิกัสโซ่กัน เป็นคนที่สามนะครับ (ที่จริงผมเขียนเรื่องของโมเน่ไว้ เอาใจใครบางคนนานแล้ว แต่คอมมันเจ๋งนะ เลยบู๊ตคอมใหม่ ผลคือหายไปเลย5555 ไว้วันหลังนะหนู………..)

เสียงร้องมาแต่ไกลว่า ข้านี่แหละจะสร้างศิลปินระดับโลกดังกังวาลในวันแต่งงาน ของ Jos Ruiz Blasco (พ่อของปิกัสโซ) กับ Meta Lopez (แม่ของปิกัสโซ) จากนั้นก็เข้าเรือนหาไป……………………

เวลาผ่านไปนานจน วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ.1881 พระเจ้าก็คิดว่า ได้เวลาแล้ว เจ้าโซ่ เจ้าจงลงไปทำให้โลกมีสีสันขึ้นมาสิ อิๆๆๆๆๆๆ พระเจ้าก็บรรจงใช้พระบาท ทีบ ศิลปิน ผู้หนึ่งมาสู่โลก โดยเล็งไปที่ประเทศ สเปน เมือง Malaga(อ่านว่า มาลากา ในภาษาสเปน แต่ที่เชียงราย แปลว่า มาถึงแล้วหรือ) ศิลปินผู้นั้นมีนามว่า Pablo Ruiz Picasso หรือ ปิกัสโซ่

ปี ค.ศ.1891ครอบครัวของปิกัสโซ่ก็ย้ายมาที่ La Coruna พ่อของปิกัสโซ่ เป็นครูสอนศิลปะ ปิกัสโซ่ ก็ได้เรียนศิลปะ กับพ่อของเขาแค่สิบขวบ ปิกัสโซ่ก็ได้แสดงแสงยานุภาพในตัวออกมา หรือเรียกง่ายๆว่าโชร์พาว ออกมาให้พ่อเห็น ปิกัสโซ่ เรียนแบบ ไม่กลัวอาจารย์ เลยได้วิชาเยอะ และได้มีฝีมือดีขึ้นอย่างน่าเกียจ จนมีคนบอกว่าดีกว่าพ่อเขาที่สอนเขามาเองด้วยซ้ำ ในตอนนั้น

พออายุสิบสาม พ่อเขาก็ผลักดันสุดกำลังให้ลูกได้เกิด โดยการจัดแสดงโชร์ของตัวเองขึ้นเลย ที่เมือง Lo coruna นั้นแหละ (ผมสังสัยมาตลอดว่า ถ้าพ่อปิกัสโซ่ เป็นครูพละ แล้ว ปิกัสโซ่จะเป็นนักกีฬาไหม และถ้าเป็น ปิกัสโซ่ จะเล่นกีฬาอะไร ยิมนัสติก หรือ ฟุตบอล)

ปี ค.ศ.1895 พ่อของปิกัสโซ่ พ่อของปิกัสโซ่บอกว่า ลูกเอ๋ย โคต้า ทุน ที่ทางโรงเรียน มอบให้พ่อมอบให้นักเรียนด้านศิลปะ พ่อก็เอามาให้เจ้าเสียคนเดียว ลูกชาวบงชาวบ้านอื่นๆ พ่อไม่ให้มันเลยสักคน พ่อว่าเราเอาแต่พองามเถอะ ให้คนอื่นเขาได้บ้าง เราย้ายออกก่อนพ่อโดนไล่ดีกว่านะโซ่ (ผมว่ามันต้องมีบ้างแหละไอ้ลำเอียงนี่นะ) ว่าแล้วปีนั้น เขาก็โยกย้ายไปอยู่ที่ Barcelona และก็ติวลูกชายสุดฝีมือ ให้เข้าที่ Barcelona’s School of Fine Arts

จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ปิกัสโซ่ ก็ได้เข้า และ สอยรางวัล The Fine Arts Exhibition ที่ Madrid มาให้พ่อ นอนดูเล่น เป็นการตอบแทน ในปี ค.ศ. 1897

ปีเดียวกันนั้น ปิกัสโซ่ ก็ขอลาพ่อ เพื่อไปเมือง Madrid โดยไปเรียนศิลปะต่อ ที่ Royal Academy of San Fernando ปิกัสโซ่เรียนที่นี่พักหนึ่ง ก็คิดว่าที่นี่มันห่วย น่าเบื่อ ปิกัสโซ่เลย ออกไปศึกษา ง่ายๆนะ คือออกไปเที่ยวเสียเลย แถว พับ คาเฟ่ ตลาดนัด ซ่องโสเพณี คือไปทุกที่นะ แต่ไม่มีที่ไหนดีเท่าการที่เขา ไปพิพิธภัณฑ์ ปราโด เขาไปเห็นงานของ Velazquez, El Greco, Murillo และชอบมากกกกกก

ปี ค.ศ.1898 ปิกัสโซ่ แวะไปกินซกเล็กหางวัวแถวมิวเซียม เลยคิดว่า ไหนๆก็มาแถวนี้แล้ว เข้าไปหน่อยเถอะฟะ จากนั่นเขาก็เดินเขาไป ทันใดนั้น เขาก็พูดออกมาว่า โอ่เดียยยยย…… ใครมีประกากระดาษบ้าง ดินสอด้วยนะ ขอยืมหน่อย พอเขาได้เขาก็นั่งวาดภาพของ โกย่า(Goya) แล้วก็พูดกับตัวเองว่าสวยชิบบบ ไม่มีตั้งซื้อ ก็Copyมันนี่แหละวะ เขาก็ก็อปไปหลายชิ้นอยู่ ตามที่อ่านมา

ปีเดี่ยวกันนั้นปิกัสโซ่ สุภาพไม่ค่อยดี จึงไม่ทำไร นอกจาก พักผ่อนนนนน

ปี ค.ศ. 1899 ปิกัสโซ่กลับ ไปอยู่ บาร์เซโลน่า อย่างเก่าและไม่คิดกลับมาริด เพื่อไปเรียนต่อ พ่อ แม่ เขาโกรธมาก แต่เขาก็ไม่สนและก็เริ่มศึกษาวิถีชีวิต ของคนพื้นเมืองที่นั่น ปิกัสโซ่ พูดภาษา กาตาลัน(กาตาลัน เป็นภาษาทั้งถิ่น ของแคว้น กาตาโลเนีย ซึ่งมี บาร์เซโลน่า เป็นเมืองหลวงนั่นเอง ตรงนี้รายระเอียดเยอะมาก เกี่ยวกับแคว้น แต่เอาเป็นว่าเหมือน ผมมาเรียนกรุงเทพ กับไปเชียงราย ผมก็ไม่พูดภาษากลาง แต่พูดภาษาเหนือแทนนะจ้าววววว) แทนภาษาของสเปน

ในปีนั้นปิกัสโซ่ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ ไปกับชาวพื้นเมือง และนัดดวนสุรา นารี กันที่คาเฟ่ Els Quatre Gats เสียเป็นส่วนใหญ่ พอปิกัสโซ่ เริ่มสนิดกับเจ้าของร้าน ปิกัสโซ่ จึงบอกว่า เฮียๆ ผมขอเอาภาพมาแสดงที่นี่ได้ไหมแล้วก็ตลกกลบเกลือนนนนนไป และเขาก็ได้แสดงที่นี่ มันเป็นครั้งแรก ในเมืองบาร์เซโลน่า งาน50กว่าชิ้นของเขา ส่วนมากจะเป็นภาพเหมือนของคน(Portrait)

ปี ค.ศ. 1900 ช่วงเดือน ตุลา ถึง ธันวา ปิกัสโซ่ ได้ไปเที่ยว ที่ ปารีส และปิกัสโซ่ก็ได้ค้นพบ เทคนิคและได้เปิดหูเปิดตาทางด้านศิลปะ มากกว่าอยู่ในสเปน ที่สีสันน้อยกว่าปารีส งานของเขา ใช้สีสันแบบ แวน โกะ มากขึ้น ไม่เหมือนตอนอยู่ที่สเปน เพราะที่นู่นเขาจะใช้ แบบสเปนคือ เหลืองอ่อน และสีน้ำตาลเสียมาก

ปิกัสโว่ถ่ายทอด ความคิดของเขาที่เป็นฝรั่งเศษ ออกมาในภาพ ‘Moulin de la Galette’ และมอบความงามของภาพให้กับ Toulouse- Lautrec ซึ่งภาพของเขา ภาพนี้ ได้รับอิตธิพล มาจาก Lautrec อย่างมากมาย

เขาใช้ชีวิต ช่วงหนึ่งสั้นๆใน ปารีส เขาก็เดินทางกลับบ้านที่สเปน กับเพื่อนซี้คือ Casagemas และมารับจ็อป ทำงาน Art editor ให้กับหนังสือ Arte Joven ในมาริด นั่นเอง

เพื่อนของเขา อกหัก อย่างแรงจากสาวปารีส และอดรนทนไม่ได้ เลยเดินทางกลับไปปารีส เพื่อจะไปยิงผู้หญิงทิ้งเสียให้สะใจ55555 และ ก็ยิงตัวตายตามเสียเลย (ผมว่าการยิงตัวตายตามไม่น่าจะ เป็นการหนีความผิดอย่างที่หนังสือพิมพ์ ชอบเขียนนะครับ ผมว่าที่ยิงตัวตายตามเพราะ จะได้ไปไล่ล่ากันต่อในนรกนะครับ)

เมื่อสูญเสีย เพื่อนรักไป ปิกัสโซ่ ก็เปลี่ยนไปโดยเขาคิดว่า ตูน่าจะช่วยมึงได้นะ ทำไมๆตูทำไม่ได้ เขาก็เลยอยู่ในช่วงเสียอกเสียใจ วาดรุปออกมาเป็นแนวขาวดำ ไม่ใช่ครับ เขาเลยทำภาพที่ออกมา โทนสีน้ำเงิน เศร้าหมอง หดหู่ใจยิ่งนักต่อผู้พบเห็น จนได้ชื่อในช่วงนี้ว่า ‘Blue Period’ ผลงานของเขาส่วนใหญ่นอกจากใช้สีน้ำเงินแล้วยังเป็นเรื่องราว ของ Casagemas เพื่อนรักของเขาด้วย ช่วงที่วาดมีรูป หนึ่งที่เป็น ปริศนา และ ลึกลับ อยู่ด้วยภาพหนึ่ง นั้นคือ La Vie

ปี ค.ศ. 1901-1904นี้เอง ที่เป็นช่วง ‘Blue Period’ ปิกัสโซ่ เดินทางไปมาระหว่าง ปารีส กับ บาร์เซโลน่า บ่อยมาก ในระหว่างทางที่เขาได้ไปๆมาๆ เขาได้เห็นสภาพความทุกข์ยากของคนที่นี่ ทำให้งานช่วง ‘Blue Period’ออกมาในแบบ ความยากลำบากของผู้คน สิ้นหวัง โศกเศร้า วาดชนชั้นต่ำต้อยทางสังคม วาดคนจร โสเภณี

การวาดช่วงนี้ เขาออกจะวาดในแบบการวาดของ El Greco คือแขนขายาวเกินจริง ตัวยืดๆหดๆ หรือเรียกว่าสัดส่วนที่ผิดธรรมชาติ สีที่ใช้ก็สีน้ำเงิน เย็นชา

ปี ค.ศ.1904 ปิกัสโซ่ ก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ปารีส ถาวร ปิกัสโซ่ ได้เขาไปอยู่แถวถิ่น สลัมของปารีส คือ Bateau Lavoir ปิกัสโซ่ เป็นคนที่ทำงานตามสภาพแวดร้อม สิ่งที่พบเจอ เขาจะคิดใหม่เสมอ นี่คือข้อดีเพราะเขาไม่ยอมหยุดนิ่ง เขาได้ทำงานที่ทันสมัยแปลกใหม่ และสื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของปารีสในช่วงนั้นออกมา โดยภาพวาด

ความรักเปลี่ยนได้ทุกสิ่ง เช่นไรเช่นนั้น ใครโดนความรักเล่นงาน คนๆนั้นย่อมทำอะไรที่ดีร้ายได้เสมอ ปิกัสโซ่ ก็เช่นกัน เขาเป็นเหยื่อให้กับมัน ความรักกกกกกกกก

ปิกัสโซ่ ได้พบกับ Fernande Olivier ซึ่งเป็นภรรยา ลับๆของเขา และเธอก็ได้เปลี่ยนชายที่โสกเศร้า ที่วาดรูป Style ภาพสีน้ำเงิน เย็นชา เศร้าหมอง กลับมาเป็น ภาพที่เต็มไปด้วยสีสัน ความสดใส เช่นสีแดง และสีชมพู เนื้อหาของภาพก็เปลี่ยนไปคือ มองโลกในแง่ดีมากขึ้น ในช่วงนี้ คนเลยเรียกว่าช่วง ‘Rose Period’

ปี ค.ศ. 1906 ปิกัสโซ่ ได้วาดภพที่ใหญ่มากภาพหนึ่งทั้งขนาดและชื่อเสียงของภาพ ชื่อภาพคือ ‘Les Demoiselles d’Avignon’ เป็นภาพผู้หญิงในแหล่ง ย่านโสเภณี ของบาร์เซโลน่า ภาพนี้กล่าวกันว่า เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง ของศิลปะตะวันตก ก็ว่าได้ เพราะการวาดคือการจัดวางแสงของภาพ ไม่ได้มาจากจุดเดียวในภาพ แต่มีไปทุกที่ๆอยากให้มี เส้นแข็ง ตัดกันไปมา ทำให้เกิดช่องว่างของการทำงานศิลปะขึ้น การทำงานต่างๆพวกนี้ ทำให้เกิดความคาบเกี่ยวและกลมเกรียว กลืนกันไปหมดจนแยกไม่ออกนั้นเอง(ผู้เขียนยัง งง ที่เขียนไป ถ้าคนอ่าน งง ก้ไม่แปลกนะครับ)

ภาพนี้ที่ปิกัสโซ่ได้วาดออกมา ทางเว็ปเราได้ไปสัมภาท ปิกัสโซ่มา ได้คำตอบมาดังนี้ครับ

ปิกัสโซ่ครับ สวัสดีครับ
ครับสวัสดีครับน้องๆ
ภาพที่ท่านได้วาดออกมานี้ท่านได้แนวความคิดแต่ใดมา
โอ้ยยยยย น้องเอ๋ย เฮียไม่อยากจะบอกเลย เรื่องมันผ่านมาหลายร้อยปีแล้วแต่ก็เอาเถอะนะ อุตสามากันตั้งไกล มาๆๆจะเล่าให้ฟัง คือว่า เฮียก็อ่านค้นคว้า เดินดูรูปไปเรื่อยๆของเฮียนะ ไปเอาของคนนั้นมานิด เอาของคนนี้มาหน่อย เป็นเรื่องธรรมดา ที่ศิลปินทุกคนในโลก เป็นกันนะ การที่ภาพนี้ยืดยาว เกินจริง เฮียก็ได้มาจากการชอบ ภาพของ El Greco นั่นแหละ และค่อยๆนำมาพัฒนานะ โดยการคำนึงถึงเรื่อง พื้นที่(Space) ที่แตกแยกออกไป ไม่ต่อเนื่องกัน ในเรื่อง องค์ประกอปภาพ(Composition) เฮียก็ไปได้ แนวความคิดมาจาก ภาพของ Cezanna ชื่อภาพ Bather ส่วนเนื้อหาของภาพ (Subject Matter) เฮียก็เอาของ Ingres จากเรื่อง Harem มาทำ ส่วนชื่อภาพ เพื่อนเฮีย ชื่อ Max Jacob เป็นคนแนะนำว่าให้ใช้ชื่อถนนย่านโสเพณี ของบาร์เซโลน่านะชื่อ ‘Les Demoiselles d’Avigno’มาตั้งนะ สรุปมันเป็นคนคิดให้มั้ง55555555
เอ่อ เฮียครับ สรุป ภาพนี้นอกจากเฮียวาด แล้วเฮียทำไรอีกไหมครับ
โป๊ก !!!!!!!!! โอ้ย……………….

ไอ้นี่ ถามมาได้ เฮียวาดแล้วเฮียก็นำมาศึกษาและพัฒนาต่อไง…….(เฮียบอกว่า เฮียนี่แหละ แผนก R&D ของศิลปะโลก)
นี่คือบทสัมภาทเล็กๆที่เราได้เจอะเวลาไปคุยกับปิกัสโซ่มาครับ

ปี ค.ศ. 1909-1912 ปิกัสโซ่ เริ่มทำงานแบบ Cubism กับ บร๊าก ในการคิดงานต่างๆ

คำว่า Cubism มีที่มาที่ไปอย่างไร เรามาฟังกันครับ

ย้อนกลับไป ค.ศ. 1908 ที่กรุงปารีส Georges Braque ได้ส่งงานเข้าร่วมแสดงในงานศิลปะกรรม แต่กลับถูกปฏิเสธไม่ให้แสดงงาน แต่งานของเขา ถูก David Henry Kahnweiler ซึ่งเป็น Art Dealer เชื้อสายเยอรมัน เอาไปเปิดแสดงแบบ Cubism ในกรุงปารีส ทันใดนั้น ไอ้นักวิจารย์ปากดีที่มีชื่อเสียง(ผมละเกลียดไอ้พวกนี้มาก ไม่เห็นว่าไอ้พวกที่มาด่าชาวบ้านนี่ พอลงมาทำด้วยตัวเองจริงๆ จะได้ดีเท่าไหร่เลย พวกนี้เขาเรียกเก่งแต่ปากจริงๆ แต่ก็เอาเถอะ มีดินสอ ยอมมียางลบ ธรรมดา)นามว่า Louis Vauxcelles ได้เห็น ก็ตดผ่านปากมาว่า ภาพอะไรก้ไม่รู้ ลดรุปทรงลงจนเหลือแค่ โครงร่างเรขาคณิต ลูกบาศก์ รับไม่ได้ๆ อกจะแตกตาย ขอเรียกมันเลยละกันว่า Cubistic Oddities(ถ้าผมอยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้น ผมคงกระโดดตีลังกา สองขาหน้าชิด ไปข้างหน้า โดยที่จุดโฟกัส ของเป้าหมาย คือปากของนักวิจารย์คนนี้แล้วครับ) และนี่คือที่มาของ ชื่อ ศิลป แบบ ‘Cubism’

ตอนแรกที่ปิกัสโซ่ เริ่มทำงานกับบร๊าก ในแบบ Cubism เขาแอบกระซิบบอก คนข้างๆว่า นี่ๆ รู้ไหม ตอนที่เราเริ่ม วาดรูปในรสนิยมแบบนี้นะ เราไม่ได้จงใจจะสร้างรูปเหลี่ยมอะไรเลยให้ตายเถอะ เพียงแต่เรา ทำเอามันเข้าว่า คิดไรเลยออกมาแบบนั้นนะ ไม่ได้ทำไว้คิดขายให้ใครเหมือนศิลปินบางคนนะ เสียงสอดจากเพื่อนของเขาขึ้นมาว่า มึงว่ากูหรือ เปล่าาาาาาากูว่าคนบางคนนะ55555

ในการที่ทั้งสองแสดงออกมาแบบทำตามใจตัวเองนั้น ทั้งสองจำเป็นอย่างมากที่จะต้องคิดหาโครงสร้างใหม่ๆของการวาด ปิกัสโซ่ บอกกับทางทีมงานเราว่า เราพยายามสร้างงานที่แตกต่างออกมาในงานศิลปะของเรา เราต้องการความแตกต่าง ในทางตรงกันข้าม กับงานศิลปะแบบ Impressionism เราจึงไม่สนใจเรื่องของขอบข่ายของศิลปะ ไม่ว่าเรื่องสี หรือเรื่องสัมผัสของภาพ แต่เราจะมาเน้นสุดดดดดดดดด กับเรื่องโครงสร้าง ซึ่งเป็นพื้นฐานขององค์ประกอป แล้วทำมันใหม่หมดเสียเลยครับท่าน

ศิลปะในแนวทางของปิกัสโซ คือการทิ้งความคิดเรื่องสีและสัมผัส แต่จะหันไปมุ่งที่เรื่องโครงสร้างของภาพแทน มันไม่ใช่งานในแนวแอ็ปสเตร็ค เพราะมันยังบอกเรื่องราวหรือเป็นรูปภาพที่เป็นการแสดงบ่งบอกถึงงานในรูปแบบรูปธรรม อยู่ในส่วนต่างๆ งานในแบบ Cubism นี้ยากที่ผู้เขียนจะให้คำจำกัดได้ชัดเจนในตัวงานว่าเป็นแบบไหน เพราะมันไม่ใช่ทฤษฎี ใดๆในเชิงศิลปะที่ไม่มีผู้ไม่เคยคิดขึ้นมา แต่มันเป็นการพัฒนาจาก ต่อจากสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นไปเสียมากกว่า ในความคิดของผู้เขียนเป็นเช่นนั้น และเป็นงานในเชิงที่แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ ความรู้สึก ทางศิลปะ ไม่ใช่การเลียนแบบธรรมชาติแบบทั่วไปในงานศิลปะ การแสดงออกเน้นหมวดหมู่ ของมูลสาร ทางด้านรูปทรงทางความคิดเป็นส่วนใหญ่ เน้น การมองเห็นในระดับสายตา ให้มีผลเชื่อมโยงไปกับความคิดอ่านในการมอง นั้นเอง

ปิกัสโซ่ได้แรงบัลดาลใจ ในการทำงานศิลปะแบบ Cubism จาก Cezanne ในเรื่องโครงสร้างและไม่ลวงตา Cubism ทำตามหลักการ วิเคราะห์โครงสร้าง และ การแปรระนาบ แล้วสร้างสร้างรูปทรงที่เป็นเหลี่ยมขึ้นมา โดยระยะจากโลกแห่งทิวทัศน์จริง มาทำให้มวลสารทั้งหลาย อัดรวมกันเหมือนภาพนูน Cubism รูปทรงวิเคราะห์(Analytical Cubism) จะทำการตัดรายระเอียด ซับซ้อนของวัตถุจริงออกไป บ้านและต้นไม้จะลดรูปทรงลง เหลือแค่ก้อนเหลี่ยม หรือ รูปโค้งอย่างง่ายๆ

แนวทางของ คิวบิสม์ จะมีแนวทางที่ จะไม่แสดงให้เห็นได้ชัดว่า อะไรเป็นอะไร แต่จะ ใช้ให้สิ่งต่างๆ นั้น มาปรากฎคู่กันเสมอ เช่น ในการการสร้างปริมาตร (Volume) แต่ในขณะที่ก็มีการใช้สีแบนราบ ตามผืนผ้าใบในบริเวณใกล้เคียง มีการจับลักษณะ วัตถุตามที่ตาเห็น ขณะเดียวกันก็จงใจใช้สีที่แสดง ให้รู้ว่านี่คือ ผืนผ้าใบแท้ๆ ไม่ใช่อย่างอื่น ในเรื่องของ เส้นวาดและสีก็เช่นเดียวกัน เส้นอาจจะถูกกลืน หายเข้าไปในบริเวณสี ขอบร่างที่คมชัดของคน อาจจะเลือนหายเข้าไป กลืนกับระนาบรอบตัวได้โดยง่าย วิธีการทำระนาบให้เชื่อมโยง กันไปเรื่อยๆนั้น จะทำโดยการเปลี่ยนระดับสายตาไปด้วยกัน วิธีการแบบนี้ ปิกัสโซ่ เรียกมันว่า "Passage" คำว่าว่า "Passage" ในความ หมายของ คิวบิสม์นั้น เราจะพบกับความตื้นลึกที่ต่างกัน แม้มันจะอยู่บนระนาบเดียวกันก็ตาม

ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ผมคิดว่า สิ่งของต่างๆน่าจะหายาก) ประกอปกับที่เคยบอก ว่าปิกัสโซ่ นั้นเป็นคนที่ทำงานตามสภาพแวดล้อมได้ดี กล่าวคือ ปิกัสโซ่ได้ทำงานแนวใหม่ขึ้นมาอีก โดยการขยับจากแนว Cubism มาเป็น คิวบิสม์ สังเคราะห์ (Synthetic Cubism) แต่ผมขอเรียก คิวบิสม์ แบบนี้ว่า คิวบิสม์ ตามมีตามเกิดนะครับ เหตุผลเพราะ คิวบิสม์ ชนิดนี้จะเอาวัสดุต่างๆ เท่าที่หามาได้มาติดเขาไปด้วย ภาพที่ใช้วัสดุมาประกอปนี้ เรียกว่า Collage ของที่ใช้มาติดลงบนภาพก็สุดแล้วแต่จะหาได้ ไม่ว่าไม้จิ้มฟัน หนังสือพิมพ์ ไพ่ และอื่นๆอีกมากมาย การนำชิ้นส่วนต่างๆนี้มารวมเข้ากับงานศิลปะ โดยคงไว้ซึ่งรูปแบบของวัตถุนั้น และเพิ่มการจัดองค์ประกอปของภาพเข้าไป ก็จะได้งานในลักษณะใหม่ ที่เป็นนานมธรรมแบบใหม่ ที่แตกต่างไป

(เรื่องนี้ผู้เขียนงงนะครับ ตอนเรียนมาก็งง ตอนอ่านมานี้ก็งง ตอนนี้ก็งง เอาเป็นว่า อย่าไปรู้มันเลย เพราะงงนะ)

ปี ค.ศ. 1917 ปิกัสโซ่ ก็ได้ เดินทางไปกลับจากอิตาลี หลังจากไปเที่ยวมา ปิกัสโซ่ ก็ได้นำผลจากการท่องไปอิตาลี มาใช้ในงานของเขา ก็คือการสร้างภาพแบบ Cubism แต่เพิ่มความคมให้ภาพไป โดยการDrawing โดยใช้วิธีที่เป็น Classical from และใช้สีในแบบสไตล์คลาสสิกมากขึ้น การที่ปิกัสโซ่ ทำงานออกมาใหม่แนวนี้เราเรียกขานว่า New Mediterraneanism และปิกัสโซ่ แอบบอกผมว่า เขาได้รับอิทธิพลของ Ingres มา (จิตกรแบบ Neo Classic) ผสมกับงานของ Renior

ปี ค.ศ. 1930 ปีนี้ ปิกัสโซ่ ได้มีรักใหม่ กับ Marie Therese

ปี ค.ศ. 1932 ปิกัสโซ่ ได้วาดภาพที่โด่งดังภาพหนึ่งขึ้นมา ชื่อภาพ รักจางที่บางโพ 55555(ผู้เขียนขำเองครับไม่มีไร) ชื่อภาพ Girl Before a Mirror ซึ่งผู้หญิงในภาพนี้ จะเป็นสาวข้างบ้านไปคงกระไรอยู่ มันต้องเป็นคุณนาย ปิกัสโซ่แน่นอนครับ ไม่งั้นหูขาดแน่นอน

ปี ค.ศ. 1935 Marie Therese หรือ อีกนายหนึ่งคือคุณนายปิกัสโซ่ ก็ตอบแทนที่ปิกัสโซ่วาดให้ ให้กำเหนิด บุตรสาว ชื่อ Maoa

ปี ค.ศ.1937 ปิกัสโซ่ก็วาดรูปที่ผมว่าเจ๋งโครตๆ หรือเรียกงานแบบนี้ว่างาน master มาให้ชาวโลกได้ดูครับ โดยที่เขาระบายอารมณ์ ความกดดัน กับสงครามกลางเมือง ในสเปน เมื่อ Francisco Franco ได้สั่งเหล่าทหาร ทิ้งระเบิดที่ชุมชน บัสก์ (Basque) เมือง กุเอร์นิกา(Guernica) วันที่ 26 เมษายน 1937 ที่ภาพเขียนของเขา มีรูปของ วัว ม้าที่ตาย ทหารที่เสียชีวิต แม่และเด็กที่เสียชีวิต หญิงสาวที่ติดอยู่ในอาคารที่ไฟไหม้ รูปร่างของทุกสรรพสิ่งในภาพ จะล่องลอย เคลื่อนที่ ไหลออกสู่หน้าต่าง ทุกอย่างในภาพ เต็มไปด้วยความซับซ้อน และยังเต็มไปด้วย สัญลักษณ์ ที่สื่อถึง ความน่ากลัว สยดสยองของสงครามกลางเมือง ทั้งหมดที่กล่าวมาคือภาพ Guernica



เทคนิคที่ ปิกัสโซ่ใช้ในภาพนี้ เขาเลือก ที่จะแสดงรูปทรงที่ออกมารุนแรง หักหาญ บิดเบือน เพื่อสื่อถึง ความโหดร้าย ทารุณ ของสงคราม ที่นำมาซึ่งความทุกข์เข็ญ และ การทำลายมาให้ชีวิตมนุษย์ สีขาว-ดำ ที่ใช้ในภาพ นั้น จะตัดกันอย่างรุนแรง ในภาพ Guernica นี้ เราจะเห็นได้ถึง เค้าโครงของภาพในแบบ ทรงปีรามิด ตรงกลางภาพ และขนาบข้างด้วย รูปทรงซึ่งแม้ จะเป็นอะไรต่างๆ ที่ยากแก่การคาดเดา แต่มันก็ยังคงให้นํ้าหนัก ที่เกือบจะสมดุลย์กัน ทั้งสองข้าง ทำให้เราสัมผัสถึงโครงสร้างอย่างชัดเจน
แต่เทคนิคที่เห็นจะโดดเด่นที่สุด ก็คงจะเป็น การที่ ปิกัสโซ่ ใช้เทคนิคของ คิวบิสม์ ผสมผสานไปกับ มุมมองที่ผิด แตกต่างออกไปจาก ความเป็นจริงในธรรมชาติ มาใส่ไว้ในระนาบเดียวกัน ซึ่งเป็นการผสาน เทคนิค ทั้งสองเข้ากันได้อย่าง ไม่มีใครเหมือน เทคนิคที่ปิกัสโซ่ คิดค้น ขึ้นมาได้ในภาพนี้ มันเกิดจากการ วิเคราะห์ สังเคราะห์ อารมณ์ และ เทคนิค ที่ ปิกัสโซ่ได้ สะสม ประสบการณ์ ในการทำงานศิลปะ มา ตลอดชีวิต จิตรกรของเขา และมันได้แสดงออกมา ผลงานที่ ยิ่งใหญ่ชิ้นนี้นั่นเอง

หลังจากที่ ปิกัสโซ่ได้ สร้างงานที่ยิ่งใหญ่คือภาพ Guernica แล้ว ปิกัสโซ่ ได้ค้นพบอะไรมากมาย จากผลงานชิ้นนี้ของเขา ไม่ว่าจะเป็น การใช้สี หรือ composition ที่แตกต่าง สิ่งเหล่านี้ ปิกัสโซ่ก็ได้ นำเทคนิคนนี้ มาใช้อีก ในงานชิ้นต่อๆมาของ ปิกัสโซ่ เช่น ภาพ "weeping woman 1973", portrait of Dora Marr ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่2 นี้ ปิกัสโซ่ได้ไปใช้ชีวิต อยู่ในฝรั่งเศษกับ Dora Maar และ Jaime Sabartes เพื่อนสมัยเรียน ศิลปะที่ บาร์เซโลน่า ซึ่งในเวลาต่อมา Sabartes ได้กลายมาเป็น นักเขียนและบันทึก เรื่องราว ชีวประวัติ ให้กับ ปิกัสโซ่เอง
ในระหว่างสงครามนี้เอง ปิกัสโซ่ได้แสดงผลงาน นิทรรศการ ส่วนตัวของเขาที่ Autumn Salon ในปี ค.ศ. 1944 ซึ่งมีทั้ง ผลงานภาพจิตรกรรรม และ ประติมากรรมด้วย นอกจากการแสดงนิทรรศการของ ปิกัสโซ่แล้ว ปิกัสโซ่ยังได้ ประกาศตัวเข้าร่วมกับ พรรค คอมมิวนิสม์ และยังเป็นผู้นำ ในการเดินขบวนประท้วง นโยบายทางการเมือง ในสมัยนั้นด้วย
ในปี ค.ศ. 1943 จิตรกรสาว นาม Francois Gilot ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ สตูดิโอของ ปิกัสโซ่ แล้วในเวลาต่อมา เธอผู้นี้เองที่เป็นผู้ ให้กำเนิดลูกๆถึง 2 คนให้กับ ปิกัสโซ่ คือ Claude ในปี ค.ศ. 1947 และ Paloma ในปี ค.ศ. 1949 และแล้ว ในปี ค.ศ. 1946 ปิกัสโซ่ กับ Gilot ก็ตัดสินใจ ย้ายไปอยู่ที่ Antibes แถวๆ ทะเล Mediterranean ณ. ที่นี้เอง ปิกัสโซ่ได้ใช้เวลาถึง 4 เดือนในการวาดภาพ ("Joie de Vivre," 1946) ผลงานในช่วงนี้ ปิกัสโซ่จะใช้รูปแบบศิลปะ คลาสสิก บวกกับ วัฒนะธรรมดั้งเดิมแบบ เมดิเตอร์เรเนี่ยน เข้ามาผสม

งานในช่วงท้ายๆในชีวิต จิตรกรของปิกัสโซ่นั้น เขาได้หันกลับไปเริ่มต้น และสนใจกับงานของ จิตกร ระดับ master ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น Manet , Rembrandt, Delacroix, Courbet และที่สำคัญ คือ จิตรกรชาวสเปน อย่าง Velazquez ที่ปิกัสโซ่ ได้สร้างงานที่เป็น Series ที่มีชื่อเสียงของเขา นั่นก็คือ การนำภาพ "Las Meninas" ของ เวลาสเควซ มาทำใหม่ ในมุมมองของ ปิกัสโซ่เอง ซึ่งเป็นภาพชุด ถึง 58 ภาพ นอกจาก เวลาสเควซแล้ว ปิกัสโซ่ยัง ยังนำงานของ เดลาครัวซ์ มาทำใหม่อีกด้วย ในภาพ "Femmes D'Alger" ซึ่งปีกัสโซ่ให้เหตุผล ที่ทำภาพนี้ขึ้นมา ทำใหม่เพราะ เขามองว่า รูปคนทางด้านขวามือ ของภาพนั้น คล้ายกับ ภรรยาของเขามาก
สิ่งหนึ่งที่ ปิกัสโซ่ ได้คำนึงเสมอ ในการนำงานของ จิตรกร ในอดีตมาทำใหม่นั้น ปิกัสโซ่บอกว่า จริงๆแล้ว มันเป็นความ ท้าทายอย่างมาก ที่นำผลงาน ระดับ ยอดเยี่ยม ของจิตรกรในอดีต เหล่านั้น มาทำใหม่ในแนวทาง และมุมมอง ของ ปิกัสโซ่เอง นั้น เพราะว่า งานเหล่านั้น เป็นงานที่ดีอยู่แล้ว จนไม่สามารถ มีอะไรมาทดแทนได้ มันจึงเป็นการท้าทายที่ ปิกัสโซ่ ยกย่อง ความดี ของ จิตกรเหล่านั้น ว่า เป็น ปรมมาจารย์ของเขา ทุกๆท่านเลย ก็ว่าได้
ตลอดชีวิตของ ปิกัสโซ่ เขาได้แสดง นิทรรศการ ศิลปะ มากมาย นับครั้งไม่ถ้วนเลยก็ว่าได้ แต่ นิทรรศการที่ ปิกัสโซ่ถือว่า เขาได้รับเกรียติ ครั้ง สำคัญ ในชีวิต จิตรกรของเขา นั่นก็คือ นิทรรศการในปี 1971 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต 2 ปี คือ นิทรรศการที่ พิพิธภัณฑ์ Louvre ในกรุง ปารีส ซึ่ง ปิกัสโซ่ไม่เคยได้แสดงงานที่ Louvre มาก่อนเลย นิทรรศการในครั้งนี้ เป็นการฉลอง และให้เกรียติ กับ วันเกิดของเขา ในวาระที่ ปิกัสโซ่ อายุครบ 90 ปี ในปี ค.ศ. 1971 นี้เอง และอีก 2 ปีต่อมา ใน วันที่ 8 เมษายน 1973 ปิกัสโซ่ ก็เสียชีวิต ที่ villa Notre-Dame-de-Vie ผลงานที่ ปิกัสโซ่ฝากไว้ ตลอดการทำงานทั้งชีวิตของเขานั้น มีมากถึง 20,000 กว่าชิ้นงาน ทั้งงาน จิตรกรรม และ ปติมากรรม

เขามาและจากไป แต่เขาได้ให้สิ่งที่เรียกว่าการปูพื้นฐานของศิลปะยุคใหม่ ให้ศิลปินได้ศึกษา เขานี่แหละนักคิดตัวจริง ปิกัสโซ

http://www.siamuppis...=189594&Ntype=3

#8 m932001

m932001

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 8 posts

Posted 30 June 2006 - 09:57 PM

Auguste Renoir, 1841 - 1919

ศิลปินผู้รังสรรค์ความหฤหรรษ์แห่งชีวิต

ปิแอร์ ออกุสต์ เรอนัวร์ เกิดที่เลอมอชส์ ( Lemoges ) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1841 ครอบครัวของเขามีฐานะยากจนและได้ย้ายมาอยู่ที่ปารีสเมื่อเขาอายุได้ 3 ขวบ เขาได้ฝึกหัดเป็นช่างเขียนภาพตกแต่งกระเบื้องเคลือบเมื่ออายุ 13 ปี ต่อมาได้เข้าทำงานในร้านตกแต่งอาคารและสถานที่ระหว่างค.ศ. 1859-1860 โดยที่
เรอนัวร์มีความสามารถทางศิลปะ ทำให้เพื่อนร่วมงานซึ่งทำงานศิลปะที่บ้านได้ชักชวน
ให้บิดามารดาของเขาอนุญาตให้เขาเรียนศิลปะ เขาได้เริ่มฝึกหัดลอกภาพเขียนใน
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในค.ศ. 1860 และเข้าเรียนศิลปะในสำนักศิลปะของแกลร์เมื่อ
ค.ศ. 1861และปีต่อมาเขาก็สอบเข้าโรงเรียนวิจิตรศิลป์ได้ เรอนัวร์มักชื่นชอบที่จะเกลี่ยสีฝีแปรงลูบไล้ไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเพลิดเพลินบนผืนผ้าใบ ลักษณะการลงสีทับลงไปกับอีกสีหนึ่งขณะที่ยังเปียก ( wet – in – wet ) และการปาดฝีแปรงไปมาให้สีผสมกันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่ปรากฏให้เห็นในผลงานของเขาอยู่เนืองๆ

จากประสบการณ์ที่เป็นช่างตกแต่งเขียนภาพบนกระเบื้องเคลือบ ซึ่งมักนิยมภาพของบูเชร์,
ฌอง – อองตวน ว็อตโต ( Jean – Antoine Watteau, 1684-1721 )
และจากการได้รับการศึกษาจากโรงเรียนวิจิตรศิลป์ เรอนัวร์จึงมีความชื่นชอบต่อผลงานของศิลปิน
ฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ความนิยมในการใช้สีที่อ่อนหวาน ให้ความรู้สึกถึงความอ่อนหวาน บอบบางและชวนฝันที่เรอนัวร์ชอบใช้ก็มาจากภาพเขียนของศิลปินฝรั่งเศสเหล่านี้ในรูปของ
ศิลปะโรโกโก ( Rococo ) นั่นเอง

เรอนัวร์มีความชื่นชอบในการเขียนภาพดอกไม้ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกได้พักผ่อนสมอง จะเห็นความแตกต่างระหว่างการวาดภาพดอกไม้กับบุคคล เช่นภาพ La Grenouillere,1869 เรอนัวร์เพลิดเพลินในการลูบไล้ฝีแปรงเกลี่ยสีที่ต่างๆกันให้ผสมผสานกันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อวาดภาพบุคคลเขาจะพิถีพิถันในการให้รายละเอียดต่างๆของรูปบุคคลที่วาดด้วย
ฝีแปรงที่ต่างกัน ซึ่งต่อมาเมื่อเขาได้พัฒนาการใช้ฝีแปรงจนช่ำชอง เขาก็มักจะใช้วิธีการลูบไล้ฝีแปรงไปมาบนภาพเขียนบุคคล และเรียกตนเองว่าเป็น
จิตรกรรมภาพบุคคล

ภาพเขียน ภาพศึกษา ( Etude, 1876 ) ซึ่งบางครั้งมักเรียกว่า ภาพเปลือยภายใต้แสงอาทิตย์
( Nude in the Sunlight ) และแสดงในนิทรรศการอิสระของกลุ่มศิลปินอิมเพรสชันนิสม์
ในค.ศ. 1876 เป็นภาพที่แสดงถึงพัฒนาการของการทำงานในแนวศิลปะ
อิมเพรสชันนิสม์ อย่างสมบูรณ์และเป็นอิสระมากที่สุด อันที่จริงภาพนี้เป็นภาพที่เสร็จสมบูรณ์และมิใช่ภาพสเก๊ตช์ตามที่เรอนัวร์ตั้งใจ
เนื่องจากศิลปินหวังที่จะลดความเป็นปฏิปักษ์ต่อสาธารณชนที่โจมตีการเขียนภาพของ
ศิลปินอิมเพรสชันนิสม์ว่า เป็นภาพที่เขียนแบบหยุดกลางคันและเป็นเพียงภาพสเก๊ตช์เท่านั้น ทฤษฎีเกี่ยวกับแสงและเงาของเรอนัวร์ดังในภาพ ลิซถือร่มกันแดด ซึ่งเป็นภาพที่เขา
ประสบความสำเร็จอย่างมากในซาล็อง ค.ศ. 1868 ยังคงสะท้อนให้เห็นได้อีกในภาพ
หญิงเปลือยอยู่ในเงาของร่มไม้ เงาของสุมทุมพุ่มไม้ตลอดจนแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านใบไม้มา
กระทบผิวของเธอจะไม่เป็นสีดำ แต่จะเป็นสีสันของสีเขียวของต้นไม้ สีฟ้าของท้องฟ้า และสีของวัตถุที่อยู่รอบด้านสะท้อนจับที่ผิวเนื้อของเธอ ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นผิวเนื้อของ
นางแบบดูเป็นจ้ำๆ จากแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่ลอดเงาไม้ลงมา
และผสมผสานกับเงาของร่มไม้ สาธารณชนโดยเฉพาะนักวิจารณ์ที่เป็นปฏิปักษ์
และไม่เข้าใจทฤษฎีแสงและเงาของเรอนัวร์ ต่างก็มองเห็นว่าผิวของนางแบบแลดูฟกช้ำ
เป็นรอยจ้ำของสีม่วง และสีเขียวเสมือนหนึ่งซากศพที่กำลังจะเน่า
ส่วนเบื้องหลังของนางแบบซึ่งเป็นสุมทุมพุ่มไม้นั้น เราจะเห็นว่าเรอนัวร์ใช้ฝีแปรงอย่างอิสระปาดป้ายต้นไม้ใบไม้ต่างๆที่ห้อมล้อมนางแบบ
อย่างไม่พิถีพิถันโดยไม่แสดงรายละเอียดของต้นไม้และใบไม้ หากพิจารณาเฉพาะส่วนนี้โดยปราศจากองค์ประกอบที่เป็นบุคคลในภาพแล้ว รอยฝีแปรงเหล่านี้ก็ดูเหมือนภาพนามธรรมที่ยากจะระบุได้ว่าคือ
ภาพที่แสดงความเขียวขจีของต้นไม้ใบไม้ และในการแสดงนิทรรศการอิสระ
ของกลุ่มศิลปินอิมเพรสชันนิสม์ครั้งที่ 3 ในค.ศ. 1877 เรอนัวร์ได้แสดงผลงานที่เขาศึกษาแสงที่ลอดผ่านเงาไม้มากระทบบุคคลและปรากฏเป็นหย่อมๆอีก
เช่นภาพ The Swing, 1876 หรือ The Ball at the Moulin dela Gagette, 1876 ทั้งสองภาพจะเห็นได้ว่าเรอนัวร์ยังคงยึดทฤษฎี “ สีขาวไม่มีในธรรมชาติ ”
แต่จะสะท้อนสีของวัตถุที่อยู่โดยรอบ

เรอนัวร์จำต้องหวนคืนซาล็อง หลังจากได้แสดงร่วมกับกลุ่มศิลปินอิมเพรสชันนิสม์
ในนิทรรศการอิสระมา 3 ครั้ง เขาเริ่มลังเลในแนวทางของศิลปินอิมเพรสชันนิสม์
และมีความรู้สึกว่า เทคนิคของศิลปะอิมเพรสชันนิสม์มาถึงทางตัน เขาหันมาศึกษาลอกภาพเขียนสมัยก่อนและเดินทางไปอิตาลีในค.ศ. 1881
และสนใจศึกษาศิลปะชั้นครูสมัยเรอเนอซองส์ ดังนั้น เรอนัวร์ก็กลับมาเขียนภาพ
บุคคลที่เขาชื่นชอบ โดยเฉพาะภาพเปลือยที่เขาพิถีพิถันในการเขียนลายเส้น
ภาพ The Bathers, 1887จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนเอกลักษณ์ ในการทำงานของเรอนัวร์ที่สนใจการเขียนภาพเปลือยของสตรี เขาได้ละทิ้งรูปทรงบุคคงที่ใช้ฝีแปรงเกลี่ยอย่างอิสระและทิ้งร่อยรอยฝีแปรงให้เห็นบนผ้าใบ
มาเป็นรูปทรงที่แสดงขอบนอกที่คมชัดตามแบบอย่างของแองกรส์
( Jean – Auguste – Dominique Ingres, ค.ศ. 1780-1867 ) ซึ่งภาพเปลือยนี้จะ
แตกต่างจากอย่างเด่นชัดจากภาพ Nude in the Sunlight ซึ่งเป็นสมัยที่เขาพัฒนารูปแบบศิลปะอิมเพรสชันนิสม์อย่างอิสระและสมบูรณ์ที่สุด ผิวเนื้อของหญิงเปลือยจะแสดงแสงและเงาที่ตกกระทบอย่างประณีตเรียบเนียนตามแบบ
ศิลปะชั้นครูในอดีต ส่วนฉากหลังที่แสดงต้นไม้ใหญ่น้อยและสายน้ำ เรอนัวร์ยังคงใชัฝีแปรงที่แตกต่างจากการววดภาพบุคคล ศิลปินยังคงปาดป้ายสีแปรงที่อิสระด้วยสีเขียวสลับกับสีน้ำเงินเป็นโทนสีเด่นในภาพ องค์ประกอบของกลุ่มสตรีเปลือยเล่นน้ำนั้น เรอนัวร์ได้แรงบันดาลใจมาจาก
ประติมากรรมนูนต่ำของฟรองซัวส์ จิราร์ดอง ( Francois Girardon, ค.ศ. 1628-1715 )
ชื่อ Nymphs Bathing , 1668-1670

จากการได้เห็นภาพเขียนปอมเปอีเมื่อเขาเดินทางไปเนเปิลส์เมื่อค.ศ. 1881 เรอนัวร์หลงใหลที่จะให้ภาพเขียนของเขามีสีที่ไม่แปรเปลี่ยนเมื่อกาลเวลาผ่านไป เหมือนกับที่เขาได้รับความประทับใจจากภาพเขียนฝาผนังปอมเปอีที่แม้เวลา
จะล่วงเลยมานับพันๆปี สีก็ยังมีความสดสว่าง ในยุคหลังเรอนัวร์นิยมใช้สีแดง สีส้ม เป็นโทนสีเด่นในภาพและมีความแวววาวเหมือนสีเปลือกหอยมุก

ค.ศ. 1888 เรอนัวร์เริ่มป่วยเป็นอัมพาตที่ใบหน้าเนื่องจากร่างกายถูกความหนาวเย็น
เป็นเวลานานในฤดูหนาว เมื่อครั้งที่เขาออกไปเขียนภาพกลางแจ้งในการทำงานยุคแรกๆ เขาได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคข้ออักเสบ ซึ่งทำให้นิ้วมือของเขาบิดเบี้ยว แม้จะเจ็บปวดทรมานจากโรคนี้ตลอดชีวิตของเขา และต่อมาใน ค.ศ. 1912
เขาเป็นอัมพาตจนถึงกับต้องนั่งรถเข็น แต่เขาก็ได้พบความสุขสงบในการเขียนภาพ

ภาพเขียนของเรอนัวร์อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นที่รู้จักและชื่นชอบมากที่สุดในกลุ่ม
ศิลปินอิมเพรสชันนิสม์ทั้งหลาย ภาพเขียนของเขาไม่ว่าจะเป็นภาพดอกไม้ ภาพเด็ก ภาพสตรี
ภาพหญิงเปลือย ภาพความสนุกรื่นเริงของการพักผ่อน การเต้นรำ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นโลก
ของความสุข ความอ่อนหวาน อาจจะกล่าวได้ว่า เราไม่อาจพบภาพแห่งความทุกข์ยาก
ในภาพเขียนของเขา แม้ว่าศิลปินจะผ่านชีวิตที่ยากจนและต้องทำงานหาเลี้ยงชีวิต
ตั้งแต่วัยเด็ก ชีวิตที่เต็มไปด้วยการดิ้นรน ความอดอยาก แต่เรอนัวร์ก็ไม่เคยแสดงภาพความทุกข์ยากที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาในภาพเขียน
ภาพเขียนของเขายังคงสร้างรอยยิ้ม และให้ความสุขแก่ทุกๆคนที่อยู่เบื้องหน้าภาพของเขา สำหรับเขาชีวิตของมนุษย์มีความทุกข์ยากเพียงพอแล้ว ดังนั้นในโลกของศิลปะ ภาพเขียนของเขาควรจะสร้างความสุขให้กับชีวิต ความสุขคือสิ่งที่สามารถพบได้
ในผลงานของเขา เรอนัวร์ลืมมความทุกข์ยาก และความทรมานทั้งปวงจากความเจ็บป่วยและเขียนภาพ
จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

http://www.archae.su.../sperenoir.html



#9 m932001

m932001

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 8 posts

Posted 30 June 2006 - 10:12 PM

1893
20 April: Birth of Joan Mir&oacute; i Ferr&aacute; at 9.00 p.m. at number 4 Passatge del Cr&egrave;dit, Barcelona. His father, Miquel Mir&oacute; i Adzerias, son of a blacksmith in Cornudella, was a watchmaker and silversmith. His mother, Dolors Ferr&agrave; i Orom&iacute;, was the daughter of a cabinet-maker in Palma, Majorca.

1900
Begins primary school at Carrer del Regomir 13, Barcelona, where he attends drawing classes given by Sr. Civil.
1901
The earliest preserved drawings, now at the Joan Mir&oacute; Foundation in Barcelona, date from this year.

1907
Enrols at the School of Commerce in Barcelona. At the same time he attends classes at the School of Industrial and Fine Arts (the Llotja) until 1910, where his teachers are Modest Urgell and Josep Pasc&oacute;.




1910
Works as an accounts clerk at Dalmau i Oliveres drugstore in Barcelona.
Participates for the first time at an exhibition of old and modern portraits and drawings organised by the City Council.

1911
His inability to adapt to the job at Dalmau i Oliveres affects his health. He catches typhoid fever and spends time convalescing in Mont-roig (province of Tarragona) at the farm recently bought by his parents.

1912
Decides to devote himself entirely to painting and enrols in the school of art run by Francesc Gal&iacute;, which he attends until 1915. Among his fellow students are Joan Prats, Josep Francesc R&aacute;fols, Enric Crist&ograve;fol Ricart and possibly Josep Llorens Artigas, among others.

1913
Enrols in the Cercle Art&iacute;stic de Sant Lluc, where he attends life classes. Here he meets up again with Joan Prats, with whom he forms a close friendship.



1916
Meets the dealer Josep Dalmau, who shows an interest in his work.
Rents a studio with E.C Ricart in Carrer de Sant Pere m&eacute;s Baix 51, Barcelona, which they share until 1918.

1917
Through Josep Dalmau he probably meets Maurice Raynal and Francis Picabia.
Takes an interest in poetry and reads Catalan and French avant-garde reviews such as Pierre Reverdy's Nord-Sud and Albert Birot's SIC.
Visits the "Exposition d'Art Fran&ccedil;ais" in Barcelona.

1918
Forms part of the Agrupaci&oacute; Courbet together with Josep Llorens Artigas, J.F. R&agrave;fols, E.C. Ricart, Rafael Sala, Francesc Domingo and Mari&agrave; Espinal, all students of Gali&acute;s art school and the Cercle Art&iacute;stic de Sant Lluc. First one-man show at the Galeries Dalmau, Barcelona.

1920
Travels to Paris for the first time, where Josep Dalmau tries to organise an exhibition for him. Visits Picasso in his studio.




1921
In Paris until 1925, where he has the use of Pablo Gargallo's studio at 45 Rue Blomet during the academic terms. Spends the rest of the year mainly at Mont-roig. First solo exhibition in Paris at the Galerie La Licorne, organised by Josep Dalmau. The introduction to the catalogue is written by Maurice Raynal.

1922
In Paris, living and working at 45 Rue Blomet. Becomes friendly with Andr&eacute; Masson, who is a neighbour, and with Roland Tual.

1923
Through Masson he meets Michel Leiris and probably Antonin Artaud, Robert Desnos, Jean Dubuffet, Paul Eluard, Marcel Jouhandeau, Georges Limbour, Raymond Queneau and Armand Salacrou. He also meets Ernest Hemingway, who purchases The farm, and Ezra Pound.
In Mont-roig he begins painting Tilled field, Catalan landscape (The hunter) and Pastoral, which mark a turning point in his art.

1924
Avant-garde poets and writers gather in Masson's studio at 45 Rue Blomet. Mir&oacute;'s friends during this period are Max Jacob, Michel Leiris, Georges Limbour, Benjamin P&eacute;ret, Armand Salacrou and Roland Tual.




1925
Andr&eacute; Breton meets Mir&oacute; during a visit to the studio in the Rue Blomet. First solo exhibition at the Galerie Pierre, Paris.

1926
Moves into a new studio at 22 Rue Tourlaque, in the Cit&eacute; des Fusains. His neighbours are Max Ernst, Hans Arp and probably Paul Eluard and Camille Goemans.
Diaghilev commissions Mir&oacute; and Ernst to design the sets and costumes for the ballet Romeo and Juliet to be performed by the Ballets Russes.


1928
Produces the first object-collages titled Spanish dancer. Visits Belgium and Holland. Paints the Dutch interiors in Mont-roig.

1929
Works on the series known as "Imaginary portraits".
Marries Pilar Juncosa in Palma, Majorca. They settle in Paris, in an apartment at 3 Rue Fran&ccedil;ois Mouton.




1930
Works on a series of paintings in very varied styles. According to Mir&oacute;, they are a farewell to painting, albeit a temporary one, as he wishes to work in other media such as bas relief, sculpture, etc.
Birth of his only daughter, Maria Dolors, in Barcelona.
In Mont-roig he produces his first three-dimensional pieces.
First one-man show in the United States, at the Valentine Gallery, New York.

1931
In Mont-roig he starts a series of paintings on Ingres paper and object-paintings.
1932
Through Joan Prats he meets the architect Josep Llu&iacute;s Sert. Decides to spend more time in Barcelona.
Lives and works in the family home at Passatge del Cr&egrave;dit 4 until 1936. Works on a new series of objects.
Designs the curtain, sets, costumes and objects for the ballet Jeux d'enfants performed by the Ballets Russes de Monte-Carlo, with scenario by Boris Kochno, music by Georges Bizet and choreography by L&eacute;onide Massine.
First one-man show at the Pierre Matisse Gallery, New York.




1933
Works on a series of 18 collages and then on the paintings based on them.
Publication of Enfances by Georges Hugnet, the first book illustrated by Mir&oacute; with etchings.

1934
Signs a contract with Pierre Matisse, who represents him in the United States. 1936

1936
Starts a series of 27 paintings on masonite.
Travels to Paris with his latest works, which are to be exhibited in New York. Due to the outbreak of the Spanish Civil War, he decides to stay in Paris. His wife and daughter join him, and they remain in France until 1940.

1937
Living and working in an apartment at 98 Boulevard Auguste Blanqui, Paris.
Attends life classes at the Acad&eacute;mie de la Grande Chaumi&eacute;re, where he produces a large number of drawings. Produces a large mural painting, The reaper (Catalan peasant in revolt), for the Spanish Republican Government's pavilion, designed by Josep Llu&iacute;s Sert and Luis Lacasa, at the Paris World Fair.

1938
Works on etchings and dry-point engravings with Marcoussis and prints these at the studios of Roger Lacouri&egrave;re and Stanley W. Hayter.



1939
Leaves Paris in the summer and rents a house in Varengeville-sur-Mer, Normandy, where the family remain until 1940.

1940
In January he starts a series of 23 gouaches, which he continues in Palma and completes in Mont-roig in September 1941. This series was later to be known as the Constellations.
The Germans bomb Normandy at the end of May and Mir&oacute; decides to return to Spain with his family, where they settle in Palma (Majorca).
1941
First large retrospective exhibition at the Museum of Modern Art, New York. Organisation and catalogue by James Johnson Sweeney.

1942
Continues working exclusively on paper. Returns to Barcelona and lives at Passatge del Cr&egrave;dit 4.






1943
Continues working exclusively on paper, with the sole known exception of Painting with art nouveau frame, from the Joan Prts collection.

1944
Produces his first ceramics, using materials from an unsuccessful firing in 1941 by Josep Llorens Artigas. This is the start of the first period of collaboration between them, which continues until 1947. Publication of the set of 50 lithographs known as the Barcelona series, under the supervision of Joan Prats. Returns to painting on canvas, which he had virtually abandoned since 1939. 1945
Works on several series of large-format paintings.

1946
Produces his first bronze sculptures.

1947
First trip to the United States, where he produces a mural painting for the Gourmet Room at the Terrace Plaza Hotel in Cincinnati. During his stay in New York he frequents Stanley W. Hayter's studio Atelier 17, where he explores engraving techniques. Takes part in "Le Surr&eacute;alisme en 1947: Exposition internationale du surr&eacute;alisme" at the Galerie Maeght, Paris, organised by Andr&eacute; Breton and Marcel Duchamp.






1948
First solo exhibition at the Galerie Maeght, Paris. Aim&eacute; Maeght becomes his new representative in France.

1949
This year and next he alternates between two types of painting: one more reflective and the other more gestural and impulsive. Although based in Barcelona, he makes frequent visits to Paris to work on printing techniques at the Mourlot printing studio (lithographs) and at the Atelier Lacouri&egrave;re (engravings). His work on ceramics and sculpture becomes increasingly intensive. Exhibition at the Galer&iacute;as Layetanas, Barcelona, sponsored by Cobalto 49.
1950
In Barcelona, living and working at Passatge del Cr&egrave;dit 4 until the autumn, when he moves to a flat at Carrer de Folgaroles 9, where he also works, although he keeps on the studio in the Passatge del Cr&egrave;dit.
Starts work on the mural painting for the dining hall at Harkness Commons, Harvard University, commissioned by Walter Gropius, which he completes the following year.

1951
In Mont-roig, working on sculptures in a studio he had built at the farm.

1952
Second visit to the United States.






1954
Starts a new period of collaboration with Josep Llorens Artigas in Gallifa (near Barcelona). Over the next two years he produces more than 200 ceramic pieces.


1955
Produces a series of paintings on cardboard. He then stops painting until 1959 but continues working on ceramics and graphic arts.

1956
Sells the flat in Passatge del Cr&egrave;dit and moves permanently to Palma, where he builds a house and commissions Josep Llu&iacute;s Sert to design a studio for him.


1958
Inauguration of the two murals for UNESCO in Paris. The project receives the Guggenheim International Award.

1960
Works with Josep Llorens Artigas on the ceramic mural for Harkness Commons, Harvard University, to replace the mural painting.

1961
Publication of Jacques Dupin's book on Mir&oacute;.




1962
Retrospective exhibition at the Mus&eacute;e National d'Art Moderne, Paris.

1964
Opening of the Fondation Maeght, designed by Josep Llu&iacute;s Sert, and of the "Labyrinth", with sculptures by Mir&oacute; and Artigas, at Saint-Paul-de-Vence.



1966
Produces his first monumental sculptures in bronze, Sun bird and Moon bird.
Retrospective exhibition at the National Museum of Art, Tokyo. Visits Japan for the first time, where he meets the poet Shuzo Takiguchi, author of the first monograph on Mir&oacute;.

1967
Installation of a ceramic mural, produced in collaboration with Josep Llorens Artigas, at the Solomon R. Guggenheim Museum, New York.
Awarded the Carnegie International Grand Prize for painting.

1968
Last visit to the United States. Awarded an honorary doctorate by Harvard University. Retrospective exhibitions at the Fondation Maeght, Saint-Paul-de-Vence, and at the Antic Hospital de la Santa Creu, Barcelona, sponsored by the City Council.




1969
"Mir&oacute; otro" exhibition at the College of Architects, Barcelona. Mir&oacute;paints the glass front of the building (an ephemeral action that is erased when the exhibition is over).

1970
Ceramic mural and mural painting for the Laughter Pavilion sponsored by Japanese gas companies at the Osaka World Fair.
In conjunction with Artigas, he produces a monumental ceramic mural for Barcelona Airport.

1972
1972 The Fundaci&oacute; Joan Mir&oacute;, Centre d'Estudis d'Art Contemporani is legally constituted in Barcelona. Josep Llu&iacute;s Sert is commissioned to design the building.

1975
The Fundaci&oacute; Joan Mir&oacute;, Centre d'Estudis d'Art Contemporani, is opened to the public. A large selection of paintings, sculptures, textiles and prints are exhibited.




1976
Installation of the ceramic paving in the Pla de l'&Oacute;s in the Rambla, Barcelona. Official opening of the Fundaci&oacute; Joan Mir&oacute; in Barcelona, with an exhibition of drawings from the collection donated by the artist.

1977
Produces a large tapestry in conjunction with Josep Royo for the National Gallery, Washington D.C., and starts work on the tapestry for the Foundation. Paints the sets and figures for Mori el Merma with the help of the actors in the Teatre de la Claca group.

1978
Retrospective exhibition at the Museo Espa&ntilde;ol de Arte Contempor&aacute;neo, Madrid, organised in conjunction with the Fundaci&oacute; Joan Mir&oacute;, Barcelona. Premiere of Mori el Merma at the Gran Teatre del Liceu, Barcelona, performed by the Teatre de la Claca company, with giant puppets, masks and sets painted by Mir&oacute;.
Unveiling of the monumental sculpture Couple playing with almond blossom in La D&eacute;fense, Paris.

1979
Unveiling of the stained-glass windows at the Fondation Maeght, produced in collaboration with Charles Marcq, with whom Mir&oacute; also made the stained-glass windows for the Chapelle Royale de Saint-Frambourg-de-Senlis, the venue for artistic and musical events held by the Cziffra Foundation.
Awarded an honorary doctorate by Barcelona University.



1980
King Juan Carlos awards him the Gold Medal for Fine Arts.


1981
Installation of the monumental sculpture known as Miss Chicago in Brunswick Plaza, Chicago.



1982
Installation of the monumental sculpture Woman and bird in the Parc de Joan Mir&oacute;, Barcelona.
1983
Various events and exhibitions to celebrate Mir&oacute;'s ninetieth birthday. "Joan Mir&oacute;: A Ninetieth-Birthday Tribute" at the Museum of Modern Art, New York, and "Joan Mir&oacute;: anys 20. Mutaci&oacute; de la realitat" at the Fundaci&oacute; Joan Mir&oacute;, Barcelona.
Unveiling of a monumental sculpture in the courtyard of Barcelona City Hall.
Death of Joan Mir&oacute; in Palma, Majorca, on 25 December. He is buried on 29 December in the Montju&iuml;c cemetery, Barcelona.


http://www.bcn.fjmiro.es/




0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users

ประกาศ ! : ข้อความที่ถูกพิมพ์ หรือเผยแพร่ออกจากเว็บบอร์ด Thaiware Community Board แห่งนี้ ถือเป็น ความคิดเห็นส่วนบุคคลทั้งสิ้น ซึ่งทางเว็บไซต์ Thaiware.com จะ ไม่รับผิดชอบ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อันเป็นเหตุมาจากการพิมพ์จากทางผู้ใช้ และสมาชิก แต่อย่างไรก็ตามถ้าหาก ท่านใดพบ ข้อความที่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ได้ถูกเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ อาทิเช่น คำพูดที่ลบหลู่ ดูหมิ่นต่อ ความมั่นคงของชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงการเผยแพร่รูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ สิ่งผิดกฏหมายต่างๆ กรุณาแจ้ง ทางทีมงาน มาได้ที่ webmaster@thaiware.com หรือ โทรศัพท์มาแจ้งได้ที่ 0-2635-0744 (ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.30 - 17.30 น.) ซึ่งเราจะรีบดำเนินการลบโดยเร็วที่สุด ...