Jump to content


ประกาศย้าย Thaiware Community ไปที่ QA.THAIWARE.COM

ขณะนี้ทางเว็บ Thaiware.com ได้เปิด บริการใหม่ภายใต้หัวข้อ THAIWARE Q&A (ถาม - ตอบ) เมื่อต้นเดือน มกราคม พ.ศ. 2556 (2013) ที่ผ่านมา หากใครมีข้อสงสัย มีคำถามต่างๆ จะสอบถาม เรามีทีมงานที่จะคอยดูแลตอบคำถาม ไขข้อข้องใจตลอดเวลา


สำหรับในหน้า COMMUNITY.THAIWARE.COM นี้เราจะเก็บเอาไว้เป็นคลังกระทู้เก่า เพื่อค้นคว้าหาความรู้ที่เคยพูดคุยกันมา ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่อไปโดยจะไม่สามารถตั้งกระทู้ หรือ สมัครสมาชิกใหม่ ในหน้านี้ได้ ดังนั้นขอเชิญที่ QA.THAIWARE.COM แทน สำหรับสมาชิกเก่าในที่นี้ กรุณาสมัครสมาชิกใหม่อีกครั้งก่อนการใช้งานที่ THAIWARE Q&A (ถาม - ตอบ)


ขอบคุณที่ใช้บริการตลอดมา
ทีมงาน Thaiware.com
หากมีข้อสงสัยติดต่อ 0-2635-0455 ต่อ 4



Photo

[Fic] Tale of Ataraxia


  • Please log in to reply
13 replies to this topic

#1 Ryusei

Ryusei

    เพื่อนไทยแวร์ :)

  • Members
  • PipPip
  • 98 posts

Posted 13 October 2006 - 10:12 PM

ยังไงก็ช่วยดูให้กันหน่อยนะครับ (ปกติชอบแต่งฟิคจับคนโน้นคนนี้ในบอร์ดที่สิงอยู่มาเป็นตัวละคร ก็มีครั้งนี้แหละที่คิดชื่อตัวละครเองบ้างซะที)

(ปล.ที่ว่ากึ่งออริจินัล เพราะจริง ๆ แรงบันดาลใจมาจาก Riviera กับ Chrno Crusade พอสมควรเลยอ่า)


[Prologue]: The Grim Angel of Revenge

เสียงฝีเท้าดังตึกตักอย่างต่อเนื่องจนแทบจะเป็นจังหวะ พร้อมกับเสียงแหวกพุ่มไม้และกอหญ้าดังสวบสาบ คนแรกที่วิ่งแหวกพุ่มไม้พ้นออกมาได้คือ เด็กผู้หญิงร่างบางผู้หนึ่ง ผมของเธอยาวเพียงปรกไหล่ ติดกิ๊บสีชมพูดูหวานแหววไว้ข้างซ้าย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อจากการวิ่งไม่คิดชีวิต เนื้อตัวและเสื้อผ้าขนาดพอตัวมอมแมมไปหมด ท่าทางของเธอดูแตกตื่นและรีบร้อนอย่างมาก มือน้อย ๆ ที่นวลผ่องเมื่อยามต้องแสงจันทร์ กุมมือของเด็กชายคนหนึ่งเอาไว้แน่น
"ฮือๆ พี่ฮะ ผมกลัว" เด็กชายร้องไห้คร่ำครวญด้วยความหวาดกลัว สีหน้าของเขาดูตื่นตระหนกและซีดเผือก ทั้งที่ยังอาบเหงื่อไม่แพ้เธอ ในขณะที่ขาทั้งสองของเขาเองก็กำลังวิ่งตามเด็กหญิงผู้เป็นพี่สาวอย่างสุดชีวิต ทั้งตัวและเสื้อผ้าซึ่งคลุกทั้งฝุ่นและเสียดสีกับพุ่มไม้มาจนสกปรกมอมแมมไม่น้อยไปกว่าพี่ของตน แต่ที่สะดุดตาก็คือ บนแผ่นหลังของเด็กชายมีบางอย่างที่ดูจากภายนอกเสื้อผ้าคล้ายปุ่มขนาดใหญ่พอสมควรผุดขึ้นมา และดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นมีแม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันก็ตาม

ทันใดนั้นเด็กผู้ชายก็เริ่มหยุดร้อง เมื่อเขารู้สึกได้ว่ามืออันอบอุ่นที่กำมือเขาไว้ยิ่งแนบแน่นขึ้น และตามมาด้วยเสียงของเธอ
"ไม่ต้องกลัว เฟริอุส...." เธอพยายามพูดปลอบน้องของเธอเพื่อลดความหวาดกลัวของเขา "พี่จะไม่ให้ใครทำอะไรน้องของพี่ได้"
เสียงอันอ่อนโยนและอบอุ่นทำให้เฟริอุสใจชื่นขึ้นมาบ้าง เพราะอย่างน้อยเวลานี้ก็ยังมีคนที่จะอยู่เคียงข้างเขาแม้เขาจะเป็นที่รังเกียจจนถูกตามล่า แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ยังคงรู้สึกกลัวและกังวลใจว่าในภายภาคหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับพี่สาว

ทว่าทั้งสองก็มาถึงบริเวณสะพาน สะพานข้ามไปยังพื้นดินอีกฝั่ง ซึ่งอยู่ในสภาพดูเก่าแก่และผุมาก ซึ่งอาจจะพังลงทันทีที่ได้รับน้ำหนักของใครที่ข้ามไป อีกทั้งช่องตามรอยแตกบนพื้นสะพานก็เรียกได้ว่าใหญ่และกว้างจนอันตรายมากสำหรับเด็กทั้งสอง
"พ.....พี่...พี่ฮะ...." เฟริอุสส่งเสียงอ้อนอย่างตื่นตระหนกและหวาดกลัวที่จะต้องเดินข้ามสะพานเก่า ๆ นั้นไปอีกฝั่ง ซึ่งสังเกตได้ง่าย ๆ ว่าการพูดของเขาสั่นแทบไม่เป็นจังหวะ
ทางผู้เป็นพี่สาวนั้นด้วยการที่เธอเองก็ยังเด็กก็รู้สึกกลัวเช่นกัน เสียงการเคลื่อนที่อย่างเร็วและแรงของสายน้ำเบื้องล่างลงไปกระทบเข้าหูของเธอและน้องของเธอตลอดเวลาราวกับเป็นการข่มขวัญ และความสูงจากพื้นแม่น้ำจนถึงพื้นใต้สะพานก็สูงมากจนน่ากลัว แต่เธอซึ่งกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นทางอื่นที่จะพาน้องเธอให้หนีรอดได้ ในฐานะของพี่สาว เธอจึงต้องพยายามเข้มแข็งเข้าไว้ในฐานะที่พึ่งของน้องชายตัวน้อย
"ไปกัน เฟริอุส" เฟลิเซียยกมือปาดน้ำตาแห่งความกลัวแล้วหันมาพยักหน้าให้น้องชายที่กำลังน้ำตาอาบแก้มยิ่งกว่า
"ค่อย ๆ เดิน พี่เชื่อว่าเราทั้งสองคนต้องรอด"

ผู้เป็นพี่สาวใช้มือคนละข้างกับที่จับมือขึ้นมาแตะไหล่น้องและลูบอย่างเอ็นดู แม้เธอจะเห็นสิ่งที่อยู่บนหลังของเขาแล้ว แต่สำหรับเธอไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร แต่ที่แน่ ๆ เขาคือน้องชายร่วมท้องแม่เดียวกันกับเธอไม่ผิดตัวแน่นอน

เธอเดินนำหน้าและจูงมือน้องชายตามมา ทั้งสองค่อย ๆ ย่องทีละก้าวเพื่อให้แรงกดต่อพื้นสะพานไม่แรงเกินไป เนื่องจากสภาพของมันเก่าและผุเต็มที ทั้งสองค่อย ๆ ข้ามช่องรอยแตกไปทีละนิด มือข้างที่ไม่ได้จับมือกันก็เกาะราวสะพานไม้อันทั้งหยาบและสากผิวฝ่ามือของทั้งคู่ เสียงกระแสน้ำเบื้องล่างและลมที่พัดผ่านร่างของทั้งคู่จนหนาวเย็นเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งสองตัวสั่น แต่พ่อหนูน้อยก็พยายามข่มใจและกล้าที่จะเดินข้ามไปเรื่อย ๆ ตราบที่มือขวายังคงจับกับผิวฝ่ามืออันเนียนนุ่มที่ช่วยลดความกลัวให้เขาทุกฝีก้าว

"เจอแล้วนั่นไง มันอยู่นั่น" ทันใดนั้นเสียงตะโกนที่เขย่าประสาทของสองพี่น้องจนแทบตั้งสติไม่อยู่ ต้นเสียงมาจากทางที่พวกเขาได้ผ่านมา เหล่าผู้คนในหมู่บ้านที่พวกเขาเคยรู้จัก เมื่อวันวานยังคุ้นเคยผูกพันกันดี แต่วันนี้ทุกคนกลับถือทั้งคบเพลิงและอาวุธไล่ล่าพวกเขาทั้งสอง

"อย่าให้มันหนีไปได้ ไม่งั้นวันข้างหน้ามันต้องกลับมาทำลายพวกเราแน่"

แต่ละคำจากปากของพวกเขา ทำให้เด็กชายรู้สึกเจ็บช้ำและเสียใจเป็นอย่างมาก จนน้ำตาของเขาไหลรินลงอาบแก้มทับรอยเดิม เพียงแค่สิ่งที่ปรากฎบนหลังเขาโดยที่ตัวเขาไม่รู้อะไรเลยเท่านั้น แต่จู่ ๆ เขาก็กลับต้องถูกหาว่าเป็นภัยร้ายต่อหมู่บ้าน ทั้งที่ไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะต้องทำร้ายใครเลยแท้ ๆ

"เฟริอุส เร็วเข้า" เสียงของพี่สาวเรียกเขาให้รีบกลับมาได้สติ นับว่าโชคดีที่อย่างน้อยก็ยังมีแม่และพี่ที่ยังเห็นใจเขาและพยายามช่วยให้เขารอดให้ได้

เขาเงยหน้าขึ้นมองเฟลิเซีย ซึ่งมองเขากลับด้วยสายตาที่รู้สึกสงสารน้องที่ต้องมาพบกับเรื่องร้าย ๆ เช่นนี้ตั้งแต่ยังเล็ก ขณะที่เธอดึงมือเขาให้ช่วยข้ามรอยแตกสุดท้ายและมาถึงพื้นดินอีกฝั่งจนได้

"วิ่งไปเร็วเข้า!!!!" เฟลิเซียตะโกนเสียงดังสั่งน้องชาย

ทันทีที่ได้ยินคำนั้นของพี่สาว เฟริอุสก็รีบทำตามคือวิ่งผ่านตรงกลางเสาหลักสะพานออกมา

แต่ทว่าเมื่อเขาวิ่งมาได้ไกลพอสมควร เขาก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ามันแปลก ๆ มือของพี่สาวไม่ได้จับมือของเขาไว้อีกแล้ว และเธอก็ไม่ได้ตามมาด้วย

"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด" แต่สิ่งที่มาถึงตัวเขากลับเป็นเพียงเสียงร้องที่มาแต่ไกล และเขาก็จำได้ไม่ผิดว่าเป็นเสียงของเธอนั่นเอง

เมื่อรู้ได้ว่าเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นกับเธอ พ่อหนูน้อยตะโกนเรียกพี่สาวเสียงลั่นก้องไปทั่วป่ายามรัตติกาล พร้อมกับหันหน้ากลับไปอย่างเร็วจนน้ำตาถูกสะบัดไปทางตรงข้าม
"พี่ฮะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผลุบ!!!!

ฝันร้ายจากบาดแผลในอดีต ทำให้เด็กหนุ่มต้องลุกตัวขึ้นมากลางดึกอีกครั้งหนึ่ง และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกแต่เป็นหลายครั้งแล้วนับแต่ตอนนั้นมา

"แฮ่ก....แฮ่ก....." เขาหอบหายใจแรงแทบไม่เป็นจังหวะ เนื่องจากตกใจจากฝันร้ายนั้น สิ่งที่เขาไม่เคยลืมตั้งแต่ตอนเด็ก ผู้หญิงคนเดียวที่อย่างน้อยเขาควรจะปกป้องได้แต่ไม่สำเร็จ แม้ว่าในวันนี้น้ำตาเขาจะไม่ไหลอีก เหงื่อจะไม่หลั่งอาบทั่วรูขุมขนยามตื่นตกใจ ทั้งการย่นหน้าร้องไห้คร่ำครวญ หรือสิ่งที่แสดงถึงความอ่อนแอทั้งหมดจะไม่มีในตัวเขาอีกต่อไปแล้วก็ตามที แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นจับหน้าของตัวเองแน่นเพราะความรู้สึกที่อัดอั้น

"ฮึ.... พวกแกทั้งหมด..... พวกคนชั่ว.... จะต้องลงนรก....." เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกอาฆาต ขมวดคิ้วเข้าหากันแสดงอารมณ์โทสะ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเพียงอารมณ์เดียวที่เขามีได้ ณ วันนี้และตลอดไป

ในเมื่อไม่มีอารมณ์ที่จะข่มตาหลับลงได้อีก เฟริอุสจึงหันไปมองดูนาฬิกาที่วางอยู่บริเวณหัวเตียง ก่อนที่จะเริ่มลุกตัวขึ้นจากเตียง เขาลุกยืนและยกแขนขาพร้อมทั้งกางปีกสีดำทะมึนทั้งสองข้างขึ้นพรึ่บเป็นการยืดกล้ามเนื้อ ก่อนที่จะเดินไปจัดการตัวเองหน้าตู้เสื้อผ้า ในขณะที่สีหน้าอันแทบจะไร้อารมณ์อื่นใดยังมีแววตาที่มุ่งมั่นจะทำกิจกรรมสำคัญในวันนี้ต่อไป

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"และนี่คือบททดสอบสุดท้ายของพวกเจ้า สิ่งที่พวกเจ้าฝึกฝนมาทั้งหมดจะต้องถูกนำมาใช้ในวันนี้ จงเป็นหนึ่งเดียวกับเทวศาสตรา(Diviner) และแสดงพลังออกมาให้เต็มที่ เพราะเมื่อเจ้าผ่านจุดสุดท้ายนี้ไปได้ นั่นคือเวลาที่พวกเจ้าจะได้เป็นเทวฑูต(Grim Angel)เต็มตัว จงเชื่อในตัวพวกเจ้า เชื่อในพลังของพวกเจ้า เชื่อในเทวศาสตราของพวกเจ้า และจงเชื่อในองค์ซาตาน ที่คอยอวยพรให้พวกเจ้าได้ชัย พวกเจ้าพร้อมแล้วหรือไม่"

เสียงอันทรงอำนาจของชายที่เป็นผู้คุมการสอบกล่าวกับเหล่านักเรียนฝึกทั้งหลายที่นั่งประจำที่ของตนเองอยู่ ทุกคนล้วนแต่แต่งชุดฟอร์มเป็นเสื้อคลุมตัวใหญ่สีดำ ปกเสื้อใหญ่จนคลุมเกือบถึงหู ปิดบังทั่วทั้งตัวไปจนเกือบข้อเท้าจนเกือบดูคล้ายกระโปรงยาว แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันทั้งหมด คือปีกคู่สีดำบนแผ่นหลังไม่ว่าชายหรือหญิง

ผู้คุมการสอบซึ่งตั้งแต่ช่วงล่างของคอลงไปถูกปกคลุมด้วยผ้าสีดำที่ติดกับส่วนเกราะบริเวณไหล่ซึ่งติดกับผ้าคลุม หน้าของเขาดูเรียบและเย็นชา ผมสีเทาจางที่ยาวปรกส่วนเกราะไหล่ทำให้ดูเป็นสีที่แทบจะตัดกับสีของชุดที่สวม ซึ่งหากมองจากทางด้านหลังจะเห็นว่าส่วนผมยาวลงถึงกลางหลังทีเดียว และส่วนปีกสีดำที่อยู่บนหลังก็มีถึงสี่ปีกซึ่งทำให้ดูเป็นใหญ่กว่าคนอื่นในห้องประชุมนี้ นัยน์ตาสีแดงของเขากวาดมองไปรอบ ๆ เพื่อฟังคำตอบที่ประสานเสียงกลับมาจากเหล่านักเรียน

"พร้อมครับ/ค่ะ"

เมื่อได้ยินเสียงที่พร้อมเพรียงกันเช่นนี้ เขาซึ่งเป็นผู้ดูแลก็ไม่รอช้าที่จะกล่าวต่อ

"ดี ถ้าเช่นนั้นเราจะเริ่มจากกลุ่มแรกก่อน"

สำหรับเฟริอุสที่นั่งอยู่ตรงบริเวณกลุ่มแรกพอดีนั้น เขาลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกับคนรอบข้าง แม้เขาจะไม่อาจแสดงสีหน้าออกได้ในยามนี้ แต่ในใจของเขากลับรู้สึกปิติเมื่อความฝันของเขาใกล้จะเป็นจริงในไม่ช้า

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ถึงเวลาของพวกเจ้าแล้ว เตรียมเทวศาสตราของพวกเจ้าให้พร้อม"

สิ้นเสียงของผู้ดูแลกลุ่มแรก เหล่าผู้มีปีกสีดำต่างพากันรวบรวมพลังซึ่งเปล่งลักษณะและสีต่างกันออกไปตามสายพลังของผู้นั้น ของเฟริอุสนั้น ก้อนกลมพลังของเขาลุกโชนขึ้นด้วยไฟสีแดงฉาน มันลอยอยู่ตรงหน้าระดับอก ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง ก่อนที่เปลวของมันจะค่อย ๆ คุออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มแข็งตัวเป็นรูปเป็นร่าง ลักษณะของมันค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นทั้งบนและล่าง ในลักษณะของแท่งยาว และไปสิ้นสุดตรงเหนือศีรษะและระดับข้อเท้า ซึ่งปลายสิ้นสุดของมันมีลักษณะคล้ายใบมีด ช่วงล่างนั้นเล็กและทู่เหมือนไม่ใช่จุดสำคัญในการจุ่โจม
ส่วนหัวบนนั้นมีการแตกแยกแขนงทั้งสองข้างออกไป มีลักษณะบางและดูคมกว่า แต่ก็ยังไม่เท่าหัวปลายสุดที่เป็นใบมีดตีแผ่กว้างและใหญ่กว่า เรียกได้ว่าเป็นส่วนหัวหอก ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อแทงอย่างเดียวแต่น่าจะใช้ในการฟาดฟันได้เช่นกัน สีของมันทั้งหัวจรดท้ายแดงฉานดั่งอัคคี และทันทีที่มือขวาของเขาสัมผัสด้ามส่วนบน และส่วนที่ลงมาจับด้วยมือซ้าย และตั้งในท่าเฉียงอาวุธ เปลวเพลิงได้ลุกโชนขึ้นอาบทั่วทั้งศาสตราและร่างของผู้ถือมัน แต่ดูเหมือนไฟที่อาบทั่วทั้งผิวจะไม่ได้ทำให้เขารู้สึกทรมาน


"เปลวเพลิงเอย จงกลายเป็นหอกของข้า หอกที่จะทำลายคนบาปหยาบช้าทั้งมวล Lohe Racher"

ขณะนี้สีหน้าอันเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความโกรธและความอาฆาตของเฟริอุส เป็นสัญญาณพร้อมที่เขาจะแสดงพลังแห่งความแค้นที่ฝังมานานหลายปีแล้ว และจะสำเร็จได้ เมื่อเขาได้เป็น "เทวฑูต"

[จบ Prologue:The Grim Angel of Revenge]


*(อนึ่ง ฝึกมาหลายปีทำไมตรูฝีมือเหมือนไม่ค่อยดีขึ้นเลยแฮะ >_< ถนัดแต่ฉากบู๊กะฉากอ้อนพี่สาวนี่หว่าตรู 88.gif )

**อนึ่ง ขอขอบคุณ Kireus ที่ช่วยชี้แนะให้ผมนะงับ
^/\^

Edited by Ryusei, 08 December 2006 - 10:50 PM.


#2 Ataraxia

Ataraxia

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 41 posts

Posted 13 October 2006 - 10:20 PM

นึกถึงRivieraเลยฮะ จะรออ่านต่อนะครับริวคุง^^b

#3 Hermes Calamitus

Hermes Calamitus

    เพื่อนไทยแวร์ :)

  • Members
  • PipPip
  • 113 posts
  • Gender:Male
  • Location:มันอยู่ข้างหลัง...!!
  • Interests:ไม่รู้

Posted 13 October 2006 - 10:22 PM

พัฒนาขึ้นอ่านะ ถ้าเทียบกะตอนเขียนเรื่องคาออสเมเด้นในบอดลิง
โกรธจนหน้าบึ้ง คิ้วขมวด>>มะต้องเขียนก็ได้ เขียนแค่ คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ ก็พอ(มั้ง)
สุดท้าย มะต้องขอบคุณผมหรอก ผมก็ใช่ว่าจาเขียนฟิคเก่ง(ผมยังเขียนได้มะถึงครึ่งของ Ataraxia กะพี่เอกเลย)
ยังไงก็ พยายามเข้าน่อ ผมจาเปงกะลังจายให้
เกิดมาเป็นคนเดินช้า ที่อยากมีสักคนเดินข้างกาย หวังว่าคงเป็นเธอ


#4 Flufber

Flufber

    เพื่อนสนิทไทยแวร์ :)

  • Gold Members
  • PipPipPip
  • 225 posts
  • Location:ดาวพลูโต
  • Interests:&lt;b&gt;ทุกรุ่น... ย่อมมีตำนาน <br> ทุกการเดินทาง... ย่อมมีก้าวแรก<br> ทุกมวลมหากาพย์... ล้วนมีจุดเริ่มต้น&lt;/b&gt;

Posted 13 October 2006 - 10:24 PM

อยากอ่านฉากแอคชั่นมากครับ!!


*ลงต่อเร็วๆล่ะ หุหุ
QUOTE
แม้นใครรักรักมั่งชิงชังตอบ
ให้รอบคอบคิดค่านนะหลานหนา
รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี...

#5 แขกผู้มาเยือน : ERA101_*

แขกผู้มาเยือน : ERA101_*
  • Guests

Posted 13 October 2006 - 11:16 PM

ปอมคุงเก่งมากค่ะ ^^ จริงๆนะ พัฒนาขึ้นมากเลย

ตอนนี้เราไม่ค่อยได้แต่งแล้ว คงจะมือตกลงไปเยอะล่ะค่ะ


ส่วนเรื่องนี้เรารู้สึกเหมือนกับ.... อะไรบางอย่างนะ - -"""

#6 Hermes Calamitus

Hermes Calamitus

    เพื่อนไทยแวร์ :)

  • Members
  • PipPip
  • 113 posts
  • Gender:Male
  • Location:มันอยู่ข้างหลัง...!!
  • Interests:ไม่รู้

Posted 14 October 2006 - 02:43 AM

พี่เอกเข้าจายอารายผิดปะเนี่ย คนแต่งเรื่องนี้คือริวน่อ มะใช่ผม(ผมแค่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ให้คำปรึกษาเท่านั้นเอง)
ปล.อยากเหงพี่เอกเขียนฟิคง่า
เกิดมาเป็นคนเดินช้า ที่อยากมีสักคนเดินข้างกาย หวังว่าคงเป็นเธอ


#7 skully

skully

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 38 posts
  • Location:Kira Kingdom

Posted 14 October 2006 - 02:45 PM

เยี่ยมครับ! (สั้นๆเลย - -) จะติดตามต่อไปนะ (ไม่รู้จะเม้นท์อะไร - - ไม่โปร)
user posted image
user posted image

#8 Ryusei

Ryusei

    เพื่อนไทยแวร์ :)

  • Members
  • PipPip
  • 98 posts

Posted 15 October 2006 - 04:15 PM

มาแล้ว ช่วงแรกของตอนที่1

[Chapter-1 : Exocists - Der Sirius Team]
[Scene 1-1 : เปิดตัว เอ็กโซซิสต์ทั้งสามแห่งศาสนจักร]
นี่ก็เป็นเวลาเที่ยงวัน พระอาทิตย์บนฟ้าส่องแสงแรงจ้าสาดส่องไปทั่วทุกหนแห่ง ซึ่งควรจะเป็นอีกช่วงเวลาที่สงบสุขของเมือง...... แต่วันนี้ท่าทางจะไม่ใช่แบบนั้นซะแล้ว........

ณ บริเวณชานเมือง ซึ่งชุมชนไม่หนาแน่นแออัดเท่ากับในตัวเมือง

ครืนนนนน!!!! เอี้ยดดดด!!!!

บนท้องถนนที่มียานพาหนะแล่นมาไม่มากนัก ทำให้การจราจรไม่แออัด เนื่องจากมันเขตบ้านนอก แต่ในวันนี้มีรถโฟล์คเต่าสีดำแลดูเก่าและเต็มไปด้วยสนิมคันหนึ่ง วิ่งเฉไปเฉมาด้วยความเร็วสูง คล้ายกับว่าคนขับรถกำลังเมาอยู่ หรือขับรถไม่ค่อยเป็น
ทว่า ที่จริงแล้ว มันกลับไม่ใช่อย่างนั้น มันกลับเป็นเพราะบุคคลทั้งสามที่กำลังนั่งอยู่ในรถต่างหาก

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ก่อนหน้านี้ประมาณสามนาที

"อ๋า!!!!!!!" เสียงหญิงสาวร้องลั่น แสดงว่าเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นกับเธอ มันก็ไม่เชิงหรอก นั่นเพราะเธอนั่งอยู่ในรถที่แล่นเร็วและสั่นสะเทือนมากจนทำให้ขนมที่เธอกำลังกินโพละเข้าใส่หน้าสวย ๆ จนสกปรกเลอะเทอะ แถมยังหกลงบนทั้งเสื้อผ้าสีขาวและกระโปรงสีชมพูอ่อนจนเปื้อนเลอะไปด้วย

"ขับระวัง ๆ หน่อยสิคะ.. ว้าย" เธอส่งเสียงต่อว่าคนขับไม่ทันไรก็ต้องร้องอีกหน เพราะคนที่นั่งข้าง ๆ เธอดันกลิ้งมาชนแนบตัวเธอเพราะแรงสะเทือนที่เข้าถึงภายในรถ

“ใจเย็น ๆ คุณซิริอุส” หนุ่มผมสีน้ำตาลวัยสิบเก้าเศษ ๆ พูดตามมาหลังจากที่เพิ่งชนชิดไหล่กับเด็กสาวเมื่อกี๊ แต่จริง ๆ แววตาของเขากลับดูเหม่อลอยแปลก ๆ และตรงบริเวณแก้มก็เริ่มแดงนิด ๆ เขามีผมสีน้ำตาล เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีน้ำเงิน และเสื้อเกราะนักรบสีเงินที่มีขอบเขตถึงเพียงแค่แผงคอ ส่วนลำตัวก่อนถึงไหล่ และลำตัวครึ่งท่อนบนเท่านั้น ดูคล้ายเกราะกันกระสุนของพวกตำรวจมากกว่า

“ช่วยไม่ได้นี่นา ดันชักช้าเสียเวลาเอง โดนซิสเตอร์เลนโทรจิกเลยเห็นมั้ย” ชายตัวสูงใหญ่ไว้เคราสั้น ๆ ผมสีดำยาวถึงระดับเหนือกลางหลังเล็กน้อยกลมกลืนไปกับผ้าคลุมสีดำที่ทับเสื้อและกางเกงสีขาวจนเกือบมิดกล่าวเชิงโยนความผิดให้ทั้งสอง

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กสาวผมบลอนด์ยาวสลวยไปจนถึงกลางหลังติดโบว์สีชมพูบนหลังหัวทำหน้าหงุดหงิดเล็กน้อยทั้งที่ผิวหน้าอันขาวผ่องและอ่อนวัยของเธอยังเปื้อนไปด้วยเศษขนมและครีมสตรอเบอรี่ เธอทำตาขวางมองไปยังรุ่นพี่ตัวดี จริง ๆ แล้วเพราะเขามัวแต่จีบสาวข้างทางต่างหากแท้ ๆ ถึงได้ช้าแบบนี้

แต่อย่างไรก็เถอะ เธอก็เกือบลืมตัวไปว่า เพื่อนชายของเธอยังพิงไหล่ชิดแนบตัวเธออยู่ไม่ยอมห่าง
"ตาบ้า! แต๊ะอั๋งเหรอ!!!"
ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความโกรธปนความเขินอาย จากนั้นก็ตามด้วยฝ่ามือพิฆาตฟาดลงเต็มแก้มของเขากระเด็นไปอีกฝั่งของที่นั่งเบาะหลัง
จนป่านนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมรุ่นพี่ซิริอุสถึงต้องให้ที่นั่งว่างข้างหน้าเป็นที่วางทั้งข้าวของและโทรศัพย์แทนที่จะให้เธอไม่ก็เพื่อนสนิทคนใดคนหนึ่งได้นั่ง

"ฮะๆๆ น่าอิจฉาพวกเธอจังนะ เรนัส เฟลิเซีย" ซิริอุสเรียกชื่อของสองคนข้างหลังขณะหัวเราะหน้าตาเฉย พร้อมกับเริ่มพูดจาหยอกแบบที่ทำเป็นประจำ "ว่าไป ก็หนูเฟลิเซียทั้งรูปร่างดี ทั้งขาวและสวยขนาดนี้ เสียดายถ้าไม่ติดว่าเห็นเรนัสเป็นรุ่นน้อง ชั้นแย่งไปแล้ว ไม่ปล่อยให้หลุดมือหรอก"

"แต่ชั้นว่านะ ถ้าเธอยังเอาแต่กินขนมแบบนี้ สักวันเถอะจะอ้วนเป็นซาลาเปาเลยแหละ" เรนัสที่ยังมีสติลุกขึ้นมาดันไม่วายเผลอตามน้ำไปกับซิริอุส ในขณะที่เฟลิเซียเริ่มทำหน้าบูดบึ้งไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม

"เอ้า ก็ดีสิ" ซิริอุสยังไม่เลิก โดยไม่รู้ตัวว่าเงื้อมมือสีนวลได้มาอยู่เหนือหมวกทรงตะวันตกของเขาแล้ว
"เพราะซาลาเปาก็ทั้งขาวทั้งอวบ..... เฮ้ยยยยยยยย" ว่าแล้วมือนั้นก็กดลงอย่างแรงบนกลางกระหม่อมของชายผู้กำลังจับพวงมาลัย

"เมื่อกี๊....ว่าไงนะค๊า!!!!!!!!!!" เนื่องจากหมดความอดทนกับความทะลึ่งของพวกนี้เต็มที เฟลิเซียทั้งกดและเขย่าศีรษะของซิริอุส ขณะที่มือซ้ายก็ดึงคอเสื้อของเรนัสมาแล้วเขย่าอย่างรุนแรงเช่นกัน

"ไร้มารยาทกับกุลสตรีต้องโดนแบบนี้" เธอตะเบ็งเสียงลั่นจนแทบจะกลบเสียงสะเทือนจากการเสียหลักของรถที่กำลังแล่นแบบเริ่มไม่เป็นปกติ

และนี่คือสาเหตุ ที่ทำให้รถคันอื่นบริเวณนั้นต้องพากันแตกตื่นและรีบหักหลบ เหล่าผู้คนที่เดินอยู่บนทางเท้าต่างก็ต้องพากันวิ่งจ้าละหวั่นแบบตัวใครตัวมันราวกับมดแตกแถว ส่วนรถสีดำตัวการก็ยังคงฉวัดเฉวียนต่อไปยิ่งกว่าเมายาบ้า และแหกออกนอกเส้นทางจนได้

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"เฮ้ยยยย ออกนอกถนนแล้วเพ่!!!!!!!" เรนัสตะโกนลั่นก้องในรถยังกับคนบ้า ซึ่งมันก็ไม่แปลกเพราะสถานการณ์นี้ใครใจเย็นอยู่ได้ก็ไม่ใช่คนแล้ว

"กรี๊ดดดดดดดด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!" ทว่าดูเหมือนเสียงของเฟลิเซียจะมีอิทธิพลเหนือว่า ชนิดที่ว่าเพื่อนชายเอานิ้วอุดหูทั้งสองข้างแทบไม่ทัน แต่ท่าทางตาลุงซิริอุสจะเจอเข้าเต็ม ๆ เพราะมือยังอยู่ที่พวงมาลัย เนื่องจากปกติพี่แกก็ชอบเหยียบคันเร่งแรงอยู่แล้ว ปฏิกิริยาโต้ตอบกับมือของเด็กสาวทำให้เขาเผลอเหยียบซะมิด
เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นจนหน้าของเด็กสาวรู้สึกได้ถึงอากาศที่เคลื่อนที่เร็วและแรงจนเบียดหน้าเต็มที ขนาดขนมที่เปื้อนยังเริ่มหลุดออก
"หยุดรถก่อนเลยค่ะ หยุดดดดดดดดดดดด" เธอร้องอย่างแทบเสียสติ

"ก็เอามือออกไปก่อนเซ๊!!!!!!!!!!!!!!"
ซิริอุสตะโกนกลับ ในขณะที่.....

โครม!!!!! รั้วไม้ของบ้านหลังหนึ่งที่สูงพอดูโดนชมโครมแหลกเป็นเศษ ๆ ในบัดดล ส่วนคนในบ้านที่กำลังตากผ้าอยู่นั้นก็รีบกระโดดหนีเอาตัวรอดยังกับกระรอกตื่น ทิ้งให้ราวที่แขวนเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งแล้วต้องมีอันปะทะและติดไปกับกระจกหน้ารถที่แล่นด้วยความเร็วสูงสุด

ว่าแล้วทั้งสองคนที่นั่งหลังก็ต้องพุ่งกระเด็นมาชนติดกับกระจกหน้ารถในสภาพทุลักทุเลไม่เป็นระเบียบ ตัวของหญิงสาวกลายเป็นคร่อมหัวของตาลุงคนขับที่มีความรู้สึกว่าไม่คุ้มกับสภาพการณ์เอาเสียเลย

และเนื่องจากไม่ทันตั้งสติ ตาลุงมาดหลวงพ่อผสมคาวบอยก็ดันเผลอหักเลี้ยวพวงมาลัยแบบลืมคิดก่อนที่จะเผลอปล่อยมือทั้งสอง ทำให้รถเกิดการหมุนติ้วรอบทิศเร็วสุด ๆ ราวกับลูกข่างสายฟ้า ใบหญ้าตามพื้นต่างฉีกขาดและหลุดลอยขึ้น พื้นที่เป็นทรายก็เกิดฝุ่นฟุ้งไปทั่วบริเวณ ส่วนทั้งสามข้างในไม่ต้องพูดถึง ส่งเสียงร้องเหวอพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ณ บริเวณชานเมืองใกล้ ๆ กัน

"กรรร....." อสูรร้ายตัวสูงใหญ่ยิ่งกว่ากอริลล่าส่งเสียงขู่อันน่าเกรงขามทำเอาเหล่าตำรวจที่เข้าล้อมพากันขาสั่นงึกงักทั้งที่อาวุธปืนครบมือ

ร่างกายของมันดูกำยำและแข็งแรงยิ่งกว่านักมวยปล้ำตัวเก็ง ผิวหนังสีแดงราวกับอาบเลือดมาตลอดชีวิต ใบหน้าที่น่าเกลียดแบบเดรัจฉาน เขี้ยวที่ใหญ่ยิ่งกว่าของเสือเขี้ยวดาบที่เห็นในพิพิธภัณฑ์ สายตาอันดุร้ายและดูกระหายเลือดกวาดสายตาจ้องหน้าเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่เริ่มขวัญอ่อนกันเป็นแถว อุ้งมือที่ใหญ่พร้อมกรงเล็บพร้อมที่จะฉีกเนื้อพวกเขาอย่างง่ายดาย

"ทุกคนระวังให้ดี เตรียมอาวุธให้พร้อม" สารวัตรสูงวัยผู้หนึ่งพยายามใจแข็งกล่าวกับเหล่าลูกน้อง แม้ว่าเขาจะอายุย่างเข้าห้าสิบแล้ว แต่ก็ยังคงดูมีความกระฉับกระเฉงมิใช่น้อยถึงยังกล้ามาในภารกิจอันตรายเช่นนี้ เสื้อโค้ทแหละหมวกสีน้ำตาลของเขายังคงแสดงความเป็นผู้นำของเหล่าตำรวจในเครื่องแบบสีน้ำเงินทั้งหลาย แต่จากการที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เหนือมนุษย์เช่นนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อตกด้วยความกลัว
"เวลานี้พวกนั้นมัวทำอะไรอยู่นะ"

เอี๊ยดดดด..... ทันใดนั้นเสียงแสบแก้วหูที่เกิดจากการที่ล้อเสียดสีกับพื้นก็ดังขึ้น มาจากบริเวณหน้าผาใกล้ ๆ เจ้าอสูรกาย ความสนใจของสารวัตรใหญ่และเหล่าตำรวจเริ่มถูกเบนไปยังที่มาของเสียงนั่น

ทันใดนั้นก็ปรากฎรถโฟล์คเต่าสีดำหมุนติ้วอย่างบ้าคลั่งราวกับลูกข่างออกมาจากบนหน้าผานั้นเอง

และหล่นลงกระแทกมาตรงกลางศีรษะของเจ้าสัตว์ร้ายที่มัวแต่ทำหน้างงอย่างโง่ ๆ

ตู้ม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! และแล้วรถก็เกิดระเบิดขึ้นทันทีที่กระแทกใส่ร่างของมัน เศษชิ้นส่วนรถ ทั้งล้อ เศษกระจก พวงมาลัย ฯลฯ กระเด็นไปรอบทิศทาง แรงระเบิดดูเหมือนจะเล่นงานเจ้าปีศาจเต็ม ๆ ร้อย ราวกับระเบิดพลีชีพในสงครามไม่ผิดเพี้ยน

ไม่สิ ที่แตกต่างก็คือ สายตาของเหล่าเจ้าหน้าที่ที่มัวแต่จับจ้องด้วยความตกตะลึง เมื่อควันจากการระเบิดเริ่มจางลง ก็ปรากฎร่างของชายหนุ่มทั้งสองและหญิงสาวอีกหนึ่งคนที่ยังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน จะมีก็เพียงสภาพเลอะเทอะมอมแมมคลุกฝุ่นควันระเบิดนั่นเอง

"แค่ก...แค่ก.....อ๋อย......" เฟลิเซียกระแอมเพราะควันจากการระเบิด มือทั้งสองยังกำไม้คฑายาวสีเงินที่มีปลายเป็นไม้กางเขน ก่อนที่จะปล่อยมือข้างหนึ่งออกมาปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าของเธอ และรำพึงไปพลาง
"โชคดีนะเนี่ยที่ร่ายเกราะคุ้มภัยได้ทัน ไม่งั้นพวกเราสามคนต้องแย่แน่ ๆ "

"รอดมาได้ก็ดีอยู่หรอก แต่ช่วยลงไปจากตัวชั้นได้ม๊ายยยย" เสียงของเรนัสทำให้เธอสะดุ้ง และมองลงไปยังต้นเสียงที่อยู่ใต้ตัวเธอ

"ว้ายยย" เธอรีบกระโดดลงจากตัวของเรนัสที่นอนคว่ำโดนก้นเธอนั่งทับอยู่ และทำท่าม้วนอาย
"ข.. ขอโทษนะ"

"โอย......" เรนัสค่อย ๆ ลุกตัวขึ้นมาและยกมือขึ้นปัดหัวก่อนที่จะกระแอมเพราะควันเข้าไปเต็มจมูกและปาก "แค่ก ๆ เธอน่ะหัดลดขนมลงบ้างนะ ไม่งั้นถึงก้นนิ่มแค่ไหนแต่ตัวหนักอย่างนี้ก็....."

พลั่ก!!!! ไม่ทันขาดคำ ฝ่ามืออรหันต์ข้างเดิมก็พุ่งเข้าชนกับแก้มของเด็กหนุ่มเต็ม ๆ เป็นหนที่สอง ในขณะที่เจ้าของมือทำตาขวางด้วยความไม่พอใจ

"GAOHHHHHHHHHHHH!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
ทันใดนั้นเสียงคำรามที่ยังคงดังขึ้นตามมาอีก ก็เปลี่ยนความสนใจของทั้งคู่ให้หันไปมอง เจ้าปีศาจร้ายท่าทางได้รับบาดเจ็บจนเลือดอาบหัว แต่นั่นทำให้โทสะของมันมีมากขึ้นและจับจ้องสายตาโกรธแค้นกินเลือดกินเนื้อมายังหนุ่มสาวทั้งคู่ ที่กำลังทำหน้าตื่นตะลึงและพยายามตีหน้ายิ้มสู้เสือแต่ท่าจะไม่ได้ผล.......

"อ....เอ่อ...." เรนัสพูดไม่ออก
"น.....นี่เหรองานที่พวกเราได้รับ......" เฟลิเซียพูดนิด ๆ

ฝ่ามืออันใหญ่โตกว่าของเด็กสาวไม่รู้กี่เท่าพุ่งตะปบลงมา ทั้งสองรีบใช้ปฏิกิริยาตอบโต้ที่ฝึกฝนมาตลอดหลบการโจมตีและส่งเสียงร้องพร้อมกันไม่ได้นัดหมาย
"ว้ายยยย!!!!!!!!!!!!/แว้กกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

แม้ว่าการจู่โจมของมันจะพลาด แต่แค่กระแทกพื้นก็เกิดการกระแทกอย่างรุนแรงจนพื้นทรายยุบตัวและกระเด็นขึ้น ชนิดที่ว่าหากโดนไปทีนึงได้กลับบ้านเก่าชัวร์ ๆ

[ยังมีต่อ]

Edited by Ryusei, 08 December 2006 - 10:55 PM.


#9 skully

skully

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 38 posts
  • Location:Kira Kingdom

Posted 15 October 2006 - 08:09 PM

เหอๆ เห็นชื่อตอนแล้วนึกถึงดีเกรย์แมนเลยแฮะ = ="
user posted image
user posted image

#10 Ataraxia

Ataraxia

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 41 posts

Posted 17 October 2006 - 06:15 PM

เอามาลงต่อเร็วๆนะครับริว

#11 Ryusei

Ryusei

    เพื่อนไทยแวร์ :)

  • Members
  • PipPip
  • 98 posts

Posted 23 October 2006 - 07:38 PM

[Scene 1-2 : การต่อสู้ในเมือง (ตอนต้น)]
"หวา!!!!!!!!!!"
ทั้งสองคนพยายามหลบอุ้งมือที่ใหญ่และแข็งแรงยิ่งกว่าเท้าช้างซึ่งกำลังตวัดไล่ล่าพวกเขาเป็นการใหญ่ ด้วยความโกรธแค้นที่ถูกทิ้งบอมบ์ใส่โดยที่มันไม่ได้ตั้งตัว ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจทำเช่นนั้น

"ให้ตายสิ" เรนัสรีบกวาดสายตามองหาดาบของเขา แต่ก็ดันไปเห็นอยู่ใต้ซากประตูรถที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร
"แล้วกัน ดันไปอยู่ซะตรงนั้น เหวอ!!!!!!" พูดไม่ทันจบ เขาก็ต้องรีบก้มลงเพราะกรงเล็บของเจ้าอสูรกายตวัดมาพอดี ถ้าช้าอีกนิดเดียวหัวเขาไม่ได้ตั้งอยู่ที่เดิมแน่
"เรนัส!" เฟลิเซียไม่รอช้ารีบยกคฑาขึ้นตรงหน้าและเอ่ยปากเป็นการร่ายคาถา
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอประทานโซ่ศักดิ์สิทธิ์ พันธนาการผู้มีบาป Holy Chain!!!!!!!"

ทันใดนั้นกลางอากาศก็บังเกิดแสงจ้าขึ้น ณ จุดรอบ ๆ เจ้าอสูรตัวยักษ์ และพุ่งเป็นเส้นออกมาและตวัดโค้งคล้ายกับเชือก เข้าไปพันรอบตัวมันและเปลี่ยนเป็นโซ่เปล่งประกายแสงมัดตัวมันไว้ ท่าทางมันดูตกใจและทรมานเล็กน้อย แต่ทว่า

"โฮกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!" เพียงแค่มันเบ่งกล้ามฮึดพลังเพียงครั้งเดียว โซ่เหล่านั้นก็ถูกทำลายแตกสลายหายไปในอากาศชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น

"อ....อา...." เด็กสาวตกใจที่คาถาของตนใช้ไม่ได้ผล แต่ช่วงที่เธอมัวแต่ขาสั่นงึกงักกับสิ่งที่เห็นทำให้ไม่ทันแม้แต่จะก้าวเท้าทั้งที่มันเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งเข้ามาที่ตัวเธอแล้ว

"ระวัง!!!!!!" เสียงของเพื่อนชายทำให้เธอเพิ่งรู้สึกตัว พร้อมกับที่เรนัสกระโดดเข้ามาจับตัวเธอเพื่อช่วยจากเจ้าสัตว์ร้ายที่วิ่งเข้าใส่ หลังจากที่เขาฉวยจังหวะตอนที่มันยุ่งกับโซ่ไปหยิบอาวุธคู่ใจ

ฉัวะ!!!!

ช่วงนั้นเอง คมดาบในมือซ้ายของเรนัสตวัดเข้าใส่หลังมืออันใหญ่โตจนเลือดกระฉูด เป็นการฝากรอยไว้ และกระโดดอุ้มตัวเฟลิเซียถอยห่างจากตัวมันทันที

"กรร....." ทว่าดูเหมือนมันจะเพียงแค่ตกใจกับรอยแผลที่ดูเล็กน้อยเท่านั้นสำหรับมัน และเนื่องจากผิวหนังที่หนามากทำให้รอยบาดแผลไม่ลึกนัก แต่มันก็ยิ่งย่นใบหน้าแสดงโทสะอย่างรุนแรงเพราะถูกทำร้าย

"ระวังตัวหน่อยสิ นี่เรากำลังสู้นะ" เรนัสพูดเตือนหญิงสาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอเองก็พยักหน้าขอโทษและขอบใจเขาในเวลาเดียวกัน แต่สายตาของคู่หูราวกับบอกให้เธอสนใจศัตรูตรงหน้าเสียก่อน

เรนัสตั้งท่าเตรียมพร้อม สายตาของเขาจับจ้องดูการเคลื่อนไหวของสัตว์เดรัจฉานที่ดูเหมือนจะหนังหนากว่าที่เขาคิด ดาบของเขามีรูปร่างแบนกว้างและคมทั้งสองด้านซึ่งถูกชักออกมาจากฝัก และยังคงเปื้อนโลหิตของเจ้าอสูรกายอยู่ด้วย ตรงบริเวณโคนดาบสลักเป็นรูปไม้กางเขนบนผิวด้านแบน ในขณะที่ด้ามจับสีเงินมีลวดลายสีทอง เมื่อมองดูร่วมกับส่วนป้องกันมือทำให้ดูเป็นรูปกางเขน บ่งบอกความเป็นนักรบแห่งศาสนจักรของเขา

"โฮก!!!!!!!!!!!!!!!!!"

เสียงคำรามดั่งราชสีย์ของมันทำให้เฟลิเซียแทบระงับการสั่นเพราะความกลัวไม่ได้ แต่เธอก็ยังฝืนกำคฑากางเขนของเธอ ในฐานะของเอกโซซิสต์ เธอต้องพยายามไม่เป็นตัวถ่วงของทีมแต่ต้องช่วยในการต่อสู้อย่างสุดกำลัง สีหน้ามนของเธอเริ่มขมวดคิ้วขึ้นแสดงความเข้มแข็ง อย่างน้อยเธอก็ยังตายในวันนี้ไม่ได้เด็ดขาด

------------------------------------------
"สารวัตรใหญ่ครับ พวกเขาเป็นใครหรือครับ" พลตำรวจคนหนึ่งที่ท่าทางคล้ายจะเพิ่งบรรจุใหม่กล่าวถามอย่างงุนงงสงสัย ท่าทางของพวกเขาเหมือนกับคนอื่น ๆ คือเพิ่งเหนื่อยจากการวิ่งหลบเศษรถที่กระเด็นมาจากการระเบิดเมื่อครู่

สารวัตรใหญ่วัยชราซึ่งยังคงจับจ้องสายตาไปกับการต่อสู้นั้นอธิบายตอบโดยไม่หันมามองผู้ถาม
"พวกเขาเป็นคนที่ทางศาสนจักรส่งมา เพื่อรับมือกับเหล่าภูติผีปีศาจ หรือพวกอำนาจลึกลับต่าง ๆ ที่พวกเราไม่สามารถต่อกรได้ พวกเขาได้รับสิทธิพิเศษเพื่อมาจัดการเรื่องเหล่านี้ ยุทธวิธีการต่อสู้ที่แตกต่างจากพวกเรา วิชาที่สืบทอดกันมาแต่โบราณที่เพิ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการไม่นานมานี้ สำหรับพวกปีศาจร้ายที่ก่อความวุ่นวายแก่มวลมนุษย์ พวกเขาก็เปรียบเหมือนตำรวจอย่างพวกเราที่ต้องมาจัดการกับผู้ก่อความไม่สงบพวกนั้น พวกเขาถูกเรียกว่า "เอ็กโซซิสต์" "

"แบบพวก หมอผี หรือครับ" ตำรวจหน้าใหม่กล่าวในแบบที่ตนเข้าใจ
"ก็ทำนองนั้น" สารวัตรใหญ่ตอบ ก่อนที่เขาจะย่นคิ้ว เมื่อเพิ่งรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดสังเกตไป
"หายไปไหนแล้ว" เขาจำได้ว่าตอนที่ควันระเบิดเพิ่งจางลง เขาเห็นร่างใต้เสื้อโค้ทตัวใหญ่สีดำนอนอยู่บริเวณเดียวกับสองคนนั่นด้วย แต่ตอนนี้ได้หายไปแล้ว แต่จะว่าเขาตาฝาดไปแต่แรกก็ไม่น่าจะเป็นไปได้
"แย่แล้วครับ สารวัตรใหญ่!!!!" จู่ ๆ เสียงตะโกนของตำรวจอีกคนตะโกนเรียกชายหนวดขาว ซึ่งเขารับรู้ได้ทันทีว่าสถานการณ์เลวร้ายขึ้น
"จู่ ๆ เจ้าสัตว์ประหลาดก็ท่าทางเหมือนจะวิ่งหนีเข้าไปในเมืองครับ"

"ว่าไงนะ!!!!!!!!" สารวัตรใหญ่ตะเบ็งเสียงลั่นอย่างตื่นตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นขณะเขาคลาดสายตาไปนิดเดียว

------------------------------------------
"ดีมาก.... หนีเข้าไปในเมืองซะ ทีนี้ดูซิว่าพวกมันจะทำหน้ายังไง"
เสียงแหบแห้งอันลึกลับจากหลังใต้หน้าผาซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดมาตั้งแต่แรก บุรุษลึกลับใต้ผ้าคลุมแสยะยิ้มและหัวเราะร่าในเมื่อเห็นเหล่าผู้พิทักษ์ความสงบสุขกำลังอลหม่านกับผลงานชิ้นโบว์แดงที่เขาสร้างขึ้นเอง

"เจ้าพวกเอ็กโซซิสต์หน้าโง่ คิดว่ากะอีแค่อาวุธลงอาคมพวกนั้นจะทำอะไรสิ่งที่มีกายเนื้อแข็งแรงและทรงพลังที่ข้าคิดค้นขึ้นกับมือได้งั้นรึ แถมที่มันไปอาละวาดแบบนั้นก็เพราะพวกแกแท้ ๆ "

"แค่เอา DNA ของสิ่งมีชีวิตมาดัดแปลงตัดต่อพันธุกรรม และอาศัยตัวอย่างที่ท่านผู้นั้นให้มาตัวน้อยนิด บวกกับฝังชิปไมโครเข้าไปสำหรับกำหนดคำสั่งด้วย ก็สามารถทำได้ขนาดนี้ แหมข้านี่มันอัจฉริยะจริง ๆ เท่านี้ก็สามารถแก้แค้นพวกศาสนจักรที่บังอาจขับไล่ข้าออกมา เพราะยายตัวดีนั่นแท้ ๆ เชียว แต่ข้านี่แหละจะแสดงให้เห็นว่า ผลงานของข้าเหนือกว่ากะอีแค่อาวุธกระจอก ๆ ที่มันคิดขึ้นมาใช้ปราบพวกผีชั้นต่ำเป็นไหน ๆ ฮะฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ"

ชายแก่ร่างค่อนข้างเตี้ยผู้อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายหัวเราะร่าด้วยเสียงแห้ง ๆ อย่างบ้าคลั่งด้วยความสะใจ แต่สักพักก็ต้องหยุดด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ดังเข้ามาในหู พร้อมกับเสียงกริ๊กของเครื่องกลชนิดหนึ่ง
"งั้นเหรอ เป็นแกนี่เองที่อยู่เบื้องหลัง"

เจ้าของเสียงอันเยือกเย็นแต่แฝงด้วยความดุดันปรากฎตัวทางด้านข้างของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องแต่เมื่อไหร่ก็มิอาจรู้ ในมือขวาถือปืนกระบอกสีเงินแวววับที่ดูเหมือนจะปลดล็อคไกเรียบร้อยแล้วจ่อที่บริเวณหน้ารูหู เสื้อโค้ทปกใหญ่สีดำคลุมทั้งตัวตั้งแต่บริเวณคอลงไปจนเกือบถึงบริเวณตาตุ่ม ซึ่งตัดกับความสว่างของเวลากลางวันแม้จะอยู่ใต้ร่มเงาหน้าผาก็ตาม ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเยือกเย็นมากถึงขนาดไม่แสดงอาการรู้สึกร้อนอบอ้าวหรืออึดอัดกับชุดสีเข้มแบบนี้เลยหรือไงกันแน่

"ก....แกเป็นใคร รู้ได้ยังไงว่าข้าอยู่ตรงนี้" ร่างของตาเฒ่าสั่นเทิ้มเป็นเจ้าเข้าด้วยความหวาดกลัวปากกระบอกปืนที่จ่อเขาอยู่ ในเมื่อรู้ตัวว่าตัวเขาพลาดท่าเสียแล้ว ทั้งที่ไม่น่าจะมีใครรู้ว่าเขาเป็นผู้สร้างอสูรนี้ขึ้นมา และแอบมองดูจากตรงตำแหน่งที่ห่างไกลเช่นนี้แท้ ๆ เลย

"ไม่ต้องพูดมาก บอกจุดอ่อนของมันมา หรือไม่ก็...." นิ้วของซิริอุสเริ่มกำไกปืนแน่นขึ้นกว่าเดิม และยังคงอยู่ระดับเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

"ม....ไม่รู้.... ข้าก็ไม่รู้....." ตาเฒ่าพูดแบบติดอ่างตัวสั่นไม่ยอมหยุด ซิริอุสจึงใช้กระบอกปืนกระแทกใส่ขมับหนังเหี่ยว ๆ จนทำให้นักวิทยาศาสตร์ชราควบคุมสติไว้ไม่อยู่และถอยหลังสะดุดขาตัวเองล้มหงายลงเอ๋งเก๋งกับพื้น

"บอกมา!!!!!!!!!" ซิริอุสตะเบ็งเสียงดุดันขู่ โดยที่ปืนได้ถูกปรับองศาลงมาเล็งที่เป้าหมายเดิม "ให้ข้านับหนึ่ง..... สอง......ส......"

"ย....ยอมแล้ว ข้าจะบอกแล้ววว" เสียงร้องขอชีวิตอันแหบแห้งตามประสาคนชราดังขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน สิ่งที่ทำให้เขากลัวไม่เพียงแค่ปากกระบอกปืน แต่เป็นสายตาอันดุดันน่ากลัวของชายผู้นี้ด้วย
"ท....ที่หัว.... สมองของมันเป็นที่ฝังของไมโครชิปนั่น...."

"แล้วก็ เมื่อกี๊ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเพาะเลี้ยงมันมาจากตัวอย่างที่ได้มา ใครเป็นคนให้ของที่ว่านั่นกับเจ้า" ซิริอุสยังคงถามต่อไปด้วยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด แต่ดร.เฒ่าส่ายหน้าอย่างกลัวจัด

"ร...เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้.....ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาคนนั้นเลย.....จริง ๆ นะ" น้ำเสียงของเขาแสดงการร้องขอชีวิตเต็มที่ แต่ในช่วงนั้นเอง เขาก็ฉวยโอกาสทีเผลอหยิบปืนออกมาอย่างเร็วที่สุดที่เขาจะทำได้ แต่ทว่า

พลั่ก!!!!!! โอ๊ย!!!!!!!!!!
ตาเฒ่าร้องด้วยความเจ็บปวดเพราะโดนเตะที่ข้อมือด้วยเท้าสวมรองเท้าบู้ตอันแข็งและหนา ส่วนปืนของเขาก็หลุดมือ และโดนเตะกระเด็นห่างออกไปไกล

"แกตุกติกกับข้าไม่ได้หรอก" ซิริอุสส่งเสียงกร้าวพร้อม นิ้วชี้ของเขาพร้อมจะลั่นไกปืนใส่กบาลของชายชราได้ทุกเสี้ยววินาที

ชายชรารู้สึกสิ้นหวังและหมดหนทาง ร่างแก่ ๆ ผอมแห้งเหี่ยวย่นไปหมดของเขาย่อมไม่มีอะไรมาสู้คนที่หนุ่มกว่าไหว จงจำเป็นต้องยกมือขึ้นขอยอมแพ้อย่างจนใจ

"เอามือไขว้หลัง แล้วมากับข้า ศจ.ออลเฟอร์ อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของศาสนจักรแห่งเจรามานผู้ถูกปลดออกเพราะทำการวิจัยต้องห้าม แล้วตามข้ามาเดี๋ยวนี้"

ชายแก่ที่ค่อย ๆ พยายามลุกขึ้นจำเป็นต้องทำตามเสียงขู่ แต่ก็ยังไม่วายแข็งใจกลืนน้ำลายให้ชุ่มคอก่อนที่จะพูด
"แต่แกห่วงพวกของแกก่อนเถอะ เพราะท่าทางพวกนั้นกำลังแย่นะ"

"หมายความว่ายังไง" ซิริอุสถามด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อยกับที่ได้ยิน

"คำสั่งในชิปที่ข้าติดตั้งในสมอง บอกว่าเมื่อมันได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย มันจะต้องเปลี่ยนไปฆ่าคนในเมืองไม่ว่ายังไงก็ตาม คิดดูสิว่าทีนี้พวกแกจะทำยังไง" ตาแก่ไม่วายยิ้มเยาะ พร้อมกับน้ำเสียงแหบ ๆ แต่เป็นการเย้ยมือปืนเอกของเหล่าเอกโซซิสต์อย่างไม่เกรงใจ

"นี่แก!!!!!!!" พลั่ก! เขาไม่รอช้าที่จะลงไม้ลงมือกับคนชรา ด้วยความโกรธเมื่อพบว่าพวกตนติดกับเข้าให้แล้ว

------------------------------------------
"หยุดเดี๋ยวนี้!!!!!!" เรนัสกระโดดเข้าตวัดดาบที่ออกแรงทั้งสองมือเข้าใส่แผ่นหลังของเจ้ากอริลล่าเขี้ยวดาบที่กำลังจะวิ่งหนี (หรืออย่างน้อยเขาก็ไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรอื่นให้มันนอกจากนั้น) ทว่าตัวมันกลับหันมาเมื่อได้ยินเสียงตะโกน และยกแขนใหญ่ ๆ ขึ้นป้องกันไว้ได้ เกิดรอยบาดแผลเป็นทางยาวและมีเลือดไหลซิบ ๆ ออกมาแต่ก็ไม่มากนัก เนื่องจากผิวหนังท่อนแขนของมันหนาไม่แพ้หนังของแรดเลย

"โฮกกกกกก" มันส่งเสียงคำรามอีกครั้งพร้อมกับตวัดกรงเล็บเข้าใส่อัศวินหนุ่มที่เพิ่งเท้าเหยียบพื้นและทรงตัวไม่ทัน

"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้สถิตอยู่บนสวรรค์ ขอประทานเกราะคุ้มภัยแก่บุตรของท่าน พิทักษ์จากภยันตรายทั้งปวงเถิด Aura Shield!!!!!!!!!"

พริบตา บาเรียทรงกลมสีเหลืองอ่อนก็ปรากฎขึ้นห่อหุ้มร่างของชายหนุ่มในช่วงเสี้ยววินาทีที่เขาถูกโจมตี ทำให้แรงปะทะของหมัดที่พุ่งเข้ามาถูกสะท้อนกลับเข้าไปหาตัวมันเอง เจ้าสัตว์ร้ายถึงกับเซไป ในขณะที่ตัวเขาไม่เกิดแม้แต่รอยขีดข่วนใด ๆ

"เรนัส ไม่เป็นไรนะ" เฟลิเซียรีบวิ่งไปหาสหายร่วมสู้อย่างเป็นห่วง
"ข...ขอบใจ" เรนัสตอบสั้น ๆ อย่างโล่งอก เพราะตะกี๊หากเธอช้าไปนิดเดียว เขาคงต้องสาหัสอย่างหนักแน่นอน
"ว่าแต่ทำไมจู่ ๆ มันถึงพยายามหนีล่ะ" หญิงสาวเอ่ยอย่างประหลาดใจ เพราะเท่าที่เห็นพวกตนไม่ได้เปรียบมันเลยสักนิดซ้ำกำลังย่ำแย่ แต่แทนที่มันจะยืนตระหง่านสู้กลับวิ่งหนีเสียอย่างนั้น

"เดี๋ยว ไม่ใช่!" เรนัสตะโกนขึ้นเมื่อเขาสังเกตเห็นทิศทางที่มันกำลังมุ่งหน้าไป มันกำลังวิ่งเข้าไปในตัวเมือง ด้วยฝีเท้าที่กระแทกพื้นส่งเสียงโครมครามราวกับกอริลล่า และความเร็วที่ยังกะรถบากี๊เร่งเต็มที่
"แย่แล้ว ต้องรีบตามมันไปด่วน"

"พวกเธอรีบขึ้นมาเร็วเข้า"

เสียงที่เรียกทั้งสองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ซิริอุสที่เงียบหายไปก่อนหน้านี้นั่นเอง ตอนนี้เขายืนอยู่กับพวกตำรวจ พร้อมตัวชายแก่ในเสื้อคลุมคนหนึ่งที่ถูกใส่กุญแจมือโดยพวกเจ้าหน้าที่ ดูจากหน้าตาเหมือนโดนซ้อมผู้ต้องหามาหยก ๆ แต่พวกตำรวจต่างทำท่าส่ายหน้าเหมือนว่าตนไม่ได้ทำ

ขณะเดียวกันเฟลิเซียได้เห็นใบหน้าอันยับเยินของตาเฒ่าที่ถูกจับกุม เธอก็นึกขึ้นได้ว่าคุ้นหน้าคุ้นตามาก่อน จนกระทั่งคำพูดของเรนัสทำให้เธอจำได้
"นั่นมัน ศจ.ออลเฟอร์ นี่ ม... หมายความว่า"
เรนัสยังพูดไม่ทันจบก็ถูกตัดบทโดยรุ่นพี่เสียก่อน

"แล้วชั้นจะอธิบายให้ ขึ้นรถตำรวจแล้วตามเจ้าตัวยักษ์นั่นไปเร็ว"

------------------------------------------
ในไม่ช้า ภายในตัวเมืองเมคแคน ก็กำลังเกิดเหตุการณ์วุ่นวายสะเทือนขวัญ เมื่อเจ้าสัตว์ร้ายหนังเหนียวได้เข้ามาอาละวาดบนท้องถนน ผู้คนพากันแตกตื่นและวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ยิ่งกว่าในหนังสัตว์ประหลาดเสียอีกเพราะตอนนี้มันคือความจริงที่พวกเขาได้เผชิญ

รถรามากมายถูกกำมืออันมโหฬารทุบจนแหลกเละ เศษเหล็กและเศษกระจกเกลื่อนกลาดบนพื้น และก็ยังมีเลือดที่สาดกระจายเนื่องจากผู้เคราะห์ร้ายที่หนีไม่ทันถูกจับตัวและฉีกเนื้อราวกับกระดาษ สภาพน่าสยดสยอง และถูกนำเข้าปากเคี้ยวกรุบ ๆ ด้วยเขี้ยวยาว ๆ และฟันคมกริบอีกหลายซี่ เสียงกรีดร้องของผู้ที่ได้เห็นภาพบาดตาสะเทือนจิตจนบ้างก็เป็นลมหมดสติรอเป็นเหยื่อ เหล่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองบางคนพยายามใช้ปืนพกยิงใส่แต่ก็ทะลวงผิวของมันไม่เข้า ก่อนที่หมวกจะตกถึงพื้นและตามด้วยซากศพกับเลือดของเขา

เสาไฟฟ้าสูง ๆ ถูกเท้าระดับบิ๊กฟุตเตะจนล้ม บ้างก็หล่นมาทับหลังคารถที่จอดอยู่ นอกจากนี้ยังมีผู้เคราะห์ร้ายอีกมากมายจากเหตุการณ์นี้

เสียงไซเรนของรถตำรวจคันหนึ่งดังขึ้น เนื่องจากคันที่มาของเสียงใกล้เข้ามายังที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะจอดท่ามกลางบริเวณที่อยู่ในสภาพน่าสมเพช ประตูรถถูกดันออกอย่างเร่งรีบ พร้อมกับบุคคลทั้งสามที่รีบออกมาอย่างไม่รอช้าทั้งที่รถยังไม่ดับเครื่อง
"ชั้นจะส่งให้แค่นี้นะ ขอให้โชคดี" สิ้นน้ำเสียงปนความหวาดกลัวของนายตำรวจคนขับ เมื่อทั้งสามคนปิดประตูรถเรียบร้อย ก็เริ่มเคลื่อนล้อหนีออกไปก่อนทันที

ตึกรามบ้านช่องต่างยับเยิน สิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เละเป็นซากไม่มีชิ้นดี ในอากาศสามารถสูดเข้าไปและรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดของผู้เคราะห์ร้ายที่พากันล้มตายตลบอบอวล บางศพก็ไม่เหลือสภาพที่จะระบุได้ว่าใครเป็นใคร น่าสะอิดสะเอียนแก่ทุกสายตาที่ได้เห็น

"ห....โหดร้าย....." เฟลิเซียมองกองซากศพทั่วบริเวณ ซึ่งทุกรายต่างก็ตกเป็นเหยื่อของมัน ชิ้นส่วนที่เหลือจนบ้างก็เห็นกระดูกไม่ก็เครื่องใน และเลือดที่นองตามบริเวณซากตึกรามบ้านช่องและสิ่งก่อสร้างที่พังทลาย เด็กสาวรู้สึกเศร้าใจยิ่งนักจนตัวสั่นแทบจะร้องไห้

"จ....เจ้านี่" แม้แต่ผู้ชายทั้งแท่งอย่างเรนัสเอง แม้จะทำงานจริงมาแล้วถึงสี่งาน แต่ก็เพิ่งมีครั้งนี้ที่เขาได้เห็นความเสียหายที่น่าเศร้าขนาดนี้ซึ่งเกิดจากเพียงน้ำมือของเดรัจฉานที่บ้าคลั่งไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใด ๆ แล้วยังมีท่าทีราวกับสาแก่ใจกับการนองเลือดนี้เสียอีก เด็กหนุ่มตัวสั่นตามเพื่อนสาวแต่ก็ยิ่งกำด้ามดาบในมือซ้ายแน่นขึ้นและตัดสินใจว่าจะไม่อภัยให้เจ้าตัวร้ายตัวนี้อีกต่อไป

ทันใด เมื่อเห็นโจทก์เก่า เจ้าสัตว์ร้ายที่ขณะนี้ทั้งตัวเลอะไปด้วยเลือด และกำลังเคี้ยวเนื้อและกระดูกจากศพมนุษย์กร้วมกร้วมอย่างสนุกปากก็เริ่มส่งเสียงคำรามอย่างอารมณ์เสีย ราวกับต้องการสะสางความแค้นเมื่อครู่ รอยแผลบริเวณแขนที่มาจากคมดาบทำให้สายตาของมันจ้องไปยังผู้ที่ฝากรอยหลายครั้งให้กับมัน ซึ่งก็คือเรนัส

"ระวังนะ มันมาแล้ว" ซิริอุสซึ่งปลดห้ามไกปืนทั้งสองกระบอกในมือเสร็จแล้วเรียกสติของรุ่นน้องทั้งสอง ก่อนที่จะเริ่มกระโจนตัวเข้าหามันก่อนเป็นอันดับแรก "ใช้ฟอร์เมชัน T เร็วเข้า"

Gahhhh!!!!!!!! เจ้าตัวยักษ์เขี้ยวดาบส่งเสียงคำรามพร้อมกับพุ่งโจมตีเข้ามาเช่นกัน

ปังๆๆๆ ชายชุดดำลั่นไกปืนในมือทั้งสองข้างกระหน่ำต่อเนื่องใส่โดยเป้าหมายคือหน้าผากของเจ้าอสูรกาย ทว่าดูเหมือนผิวของมันแม้บริเวณนั้นจะหนามากพอที่กระสุนเล็ก ๆ จะเจาะไม่เข้า กระนั้นเพราะการยิงที่รวดเร็วของมือเอกเช่นเขาก็สามารถรบกวนสายตาของมันได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เขาจะเบี่ยงตัวหลบไปทางด้านขวา หลีกทางให้มันวิ่งผ่านด้านข้างไปอย่างบ้าคลั่ง

"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้สถิตอยู่บนสวรรค์ ขอประทานเกราะคุ้มภัยแก่บุตรของท่าน พิทักษ์จากภยันตรายทั้งปวงเถิด Aura Shield"
เฟลิเซียร่ายคาถาเกราะศักดิ์สิทธิ์ห่อหุ้มร่างของเรนัสที่กำลังวิ่งเข้าหาเป้าหมาย และเมื่อถึงตัวเขาก็กระโจนเข้าชนใส่ร่างกายอันใหญ่โตตรงท้อง ผลจากเกราะคุ้มภัยเมื่อใช้ป้องกันได้ ขณะเดียวกันก็ใช้โจมตีได้โดยการพุ่งชนให้คล้ายกับขว้างก้อนหินอันใหญ่เท่าตัวชายหนุ่ม ทำให้เจ้าสัตว์ร้ายที่ไม่ทันตั้งรับกระเด็นถอยหลังไป

"ย้าก!!!!!!" ฉัวะ! เรนัสไม่รอช้าที่บาเรียเวทย์หายไป ฟาดดาบอย่างรวดเร็วเป็นเส้นแนวตั้งผ่าลงกลางกระหม่อมของเป้าหมาย ก่อนที่จะรีบกระโดดหมุนตัวหลบไปทางซ้ายเพื่อหลบอุ้งมือของมันที่ตอบโต้เข้ามา แต่รอยจากคมดาบจัง ๆ ก็ยังไม่ลึกถึงกะโหลก

"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้สถิตอยู่บนสวรรค์ ขณะนี้ผู้แปดเปื้อนด้วยมลทินแห่งบาปอยู่ตรงหน้าของลูก ได้โปรดช่วยสอนสั่งเขาในนามของพระบิดาด้วยกางเขนศักดิ์สิทธิ์ที่ส่องประกายเจิดจรัส Sauber Kruez!!!!!!!!"

[ยังมีต่อช่วงที่ 3 ]

*(หมายเหตุ: เจรามาน = ชื่อประเทศที่เป็นสถานที่ในเหตุการณ์นี้ และ "เมคแคน" ก็เป็นเมือง ๆ หนึ่ง)
(Sacred: ตรงนี้แอบลักไก่จากโครโนครูเสดเล็ก ๆ คือ เป็นคำใช้เรียกกระสุนปืนชนิดพิเศษของทางศาสนจักร บรรจุน้ำมนต์เอาไว้จึงสามารถใช้ยิงพวกผีดิบหรือวิญญาณร้ายได้ แต่เมื่อใช้กับร่างเนื้อก็ไม่แตกต่างจากกระสุนปืนธรรมดาเท่าไหร่)
(Sauber Kruez (Ger) = Shining Cross(Eng))

Edited by Ryusei, 08 December 2006 - 10:58 PM.


#12 Ataraxia

Ataraxia

    สมาชิกใหม่กั๊บ ;)

  • Members
  • Pip
  • 41 posts

Posted 23 October 2006 - 07:53 PM

บู๊กันเกือบทั้งตอน แต่สั้นไปหน่อยนะครับ แต่ก็สนุกดี จะรอตอนต่อไปนะครับhappy.gif

#13 Hermes Calamitus

Hermes Calamitus

    เพื่อนไทยแวร์ :)

  • Members
  • PipPip
  • 113 posts
  • Gender:Male
  • Location:มันอยู่ข้างหลัง...!!
  • Interests:ไม่รู้

Posted 24 October 2006 - 12:08 PM

เหงด้วยกะชัน
แต่ก็สนุกดีน่อ สำนวนก็โอเคละ
เกิดมาเป็นคนเดินช้า ที่อยากมีสักคนเดินข้างกาย หวังว่าคงเป็นเธอ


#14 Ryusei

Ryusei

    เพื่อนไทยแวร์ :)

  • Members
  • PipPip
  • 98 posts

Posted 10 December 2006 - 11:18 PM

[Scene 1-3: เกล็ดน้ำแข็ง กับ ปีกสีดำ]

"อะไรกัน" เฟลิเซียถึงกับตาค้างที่เจ้าอสูรกายซึ่งเพิ่งโดนแผดเผาด้วยแสงลงทัณฑ์แห่งสวรรค์ไปยังคงยืนอยู่ได้เหมือนแค่ถูกไฟคลอกเพียงพริบตาเท่านั้น ทั้งที่ผ่านมาพวกปีศาจร้ายเมื่อต้องแสงนี้เข้าไปควรจะสิ้นสุดลงแล้ว หรือเป็นเพราะมันเป็นสัตว์ร้าย มิใช่วิญญาณบาปเช่นที่ผ่านมา

"โอย" เธอครวญพร้อมกับทรุดเข่าลงกับพื้นในทันที ด้วยความเหนื่อยล้าจากการร่ายกางเขนแห่งแสงที่ควรจะเป็นวิชาที่ใช้เผด็จศึก ขณะนี้แม้น้ำหนักร่างกายตัวเองก็ราวกับถูกถ่วงด้วยถังข้าวสาร ด้วยความเหนื่อยทำให้เหงื่อออกตามใบหน้าและรูขุมขมไปทั่วจนเกือบจะแนบกับเสื้อผ้า เรี่ยวแรงของเธอหายไปอย่างมากเช่นทุกครั้งที่ร่ายเวทย์นี้ เนื่องจากต้องใช้พลังวิญญาณอย่างมากจึงจะขอประทานแสงศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าได้

"โฮกกก!!!!!!!!!!!!!!!!" ทันใด เสียงที่ทำให้เธอขวัญเสียยิ่งขึ้นจนแข้งขาสั่นไปหมด หญิงสาวหลับตาลงด้วยความกลัว ขณะที่ในหูได้ยินแต่เสียงฝีเท้า เสียงของมันที่กำลังมุ่งมายังเธอ

"เฟลิเซีย!!!!!!" เรนัสตะโกนลั่นเมื่อเห็นเพื่อนสาวกำลังตกอยู่ในอันตราย

"ระวัง!!!!!" ซิริอุสรีบเก็บมือขวาที่ถือปืนพกอยู่เข้าไปในเสื้อคลุมพร้อมถอนออกมาใหม่พร้อมปืนอีกกระบอกหนึ่งที่กระบอกใหญ่กว่า และปลดห้ามไกด้วยความชำนาญ ก่อนที่จะลั่นออกไป

เปรี้ยง!!!!!! พลัน แรงระเบิดที่เกิดขึ้นตรงปากกระบอกถีบลูกกระสุนออกไปตามหน้าที่ ก่อนที่จะเหลือไว้เพียงควันไหม้จากการยิง

ตู้ม!! จุดหมายของกระสุนหัวระเบิดก็คือ เสาโคมไฟริมถนนที่อยู่บริเวณตำแหน่งระหว่างสัตว์ยักษ์กับเด็กสาวพอดี ซึ่งเดิมก็อยู่ในสภาพยับเยินเหลือโครงที่หงิกงออยู่ไม่กี่ส่วนเท่านั้นที่ค้ำจุนอยู่ เมื่อแกนถูกทำลาย หัวหลอดไฟก็หล่นลงมาแสกตรงดวงตาและจมูกของมันทันทีอย่างแม่นยำตามที่เขาคำนวณไว้ มันจึงหยุดวิ่งและยกมือขึ้นวางบนหน้าและร้องอย่างเจ็บปวด
"GAHHHHHHHH!!!!!!!!!!!!!!"

ขณะนั้นเอง เป็นโอกาสที่เรนัสวิ่งเข้ามาถึงตัวเธอพอดี เขาเห็นท่าทีอ่อนล้าของเธอที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ในขณะที่ตัวเขาเองยังเหงื่อออกน้อยกว่าเนื่องจากร่างกายแข็งแรงแบบผู้ชาย

"ไม่บาดเจ็บใช่มั้ย" กระนั้นชายหนุ่มก็ยังพูดด้วยความเป็นห่วงเธอมากกว่า
"ข....ขอบใจนะ" เฟลิเซียตอบด้วยเสียงแห้งกว่าปกติเพราะความล้า

"เรนัส เฟลิเซีย รีบหลบไปจากตรงนั้นเร็ว"

เสียงตะโกนเรียกของซิริอุสดังมาถึงทั้งสอง แต่เหมือนจะช้าไปนิดนึง

"กรร...." เจ้าสัตว์ร้ายตอนนี้โกรธเหลือทนที่สุดในชีวิตของมัน จึงลงมือกวัดแกว่งกรงเล็บอันโตของมันอย่างบ้าคลั่งทันที

"อ๊ะ แย่แล้ว" มือขวาของเรนัสเข้าโอบเฟลิเซียอย่างไม่รอช้าแล้วจึงพาเธอกระโดดหนี แต่ก็ช้าไปเพียงนิดเดียว

ฉัวะ!!!!!!!!! "อ๊ากกกกกกก"
เล็บอันคมกริบสะบัดลงมาด้วยกำลังดั่งช้างสาร ลงมาข่วนเข้าที่หลังของเรนัสอย่างรุนแรง แม้แต่เสื้อเกราะที่สวมใส่ซึ่งช่วยชีวิตไว้ได้บ้างก็แตกละเอียดกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยในพริบตาพร้อมกับเศษผ้าเสื้อรองในที่ขาดกระเด็น
เด็กหนุ่มร้องอย่างเจ็บปวดยิ่งนัก แม้จะไม่ได้โดนเต็มที่แต่แค่นี้ก็ทำเขากระอักเลือดออกจากปากได้ ส่วนหนึ่งไปเปื้อนเสื้อและแก้มของเฟลิเซีย แต่เธอกลับสนใจและห่วงอาการของเขามากกว่าคราบเลอะเทอะนั้น
"เรนัส!!!!" เสียงของเด็กสาวและรุ่นพี่แทบเป็นเสียงเดียวกันเมื่อเพื่อนของพวกเขาถูกเล่นงานเข้าแล้ว

จากเมื่อครู่ เรนัสซึ่งยืนทนแรงจู่โจมไม่ไหวถึงกับล้มคลุกฝุ่นกับพื้นพร้อมกับเพื่อนสาวในอ้อมแขน ในขณะที่มือซ้ายกำดาบไว้ไม่ได้จึงหลุดมือหล่นลงข้าง ๆ แต่อาวุธก็ไม่ได้เจ็บจากการตกจากพื้นเหมือนกับทั้งสองคน

"กรรรรรร!!!!!!!!!!!!" เจ้าสัตว์ร้ายกัดฟันส่งเสียงด้วยความโทสะจากความเจ็บปวดของบาดแผลที่ได้รับไปทั่วแทบทุกบริเวณ แถมเหมือนตาจะบอดแล้วด้วย มันเริ่มอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง ซากอิฐซากคอนกรีตบริเวณนั้นซึ่งสภาพไม่ดีอยู่แล้วยังกลายเป็นเหยื่ออารมณ์จนเป็นเศษ ๆ ยิ่งกว่าเดิม

"เฮ้ เจ้าถึกบ้าไร้สมองนี่" ซิริอุสผู้คุ้นเคยกับการใช้ปืนพกสองกระบอกอย่างแม่นยำและชำนาญเป็นที่สุดเปล่งเสียงยั่วโมโหหากมันฟังรู้เรื่อง พร้อมกับที่นิ้วชี้ทั้งสองข้างลั่นไกยิงกระสุนเล็ก ๆ ใส่มันเหมือนเป็นการบอกให้รู้ว่าตัวเองอยู่ทางไหนของมัน
"ทำร้ายพวกเด็ก ๆ มันจะไปได้อะไร มาเล่นกะคนตัวเท่ากันดีกว่ามั้ง" มือปืนชุดดำลั่นเสียงทั้งที่เห็น ๆ อยู่ว่าที่จริงตัวมันใหญ่กว่าเขาไม่รู้กี่เท่า แต่เขาก็ไม่ได้กลัวแถมยังโกรธจัดจริง ๆ เข้าเหมือนกับมันเสียอีก

"ค...คุณซิริอุส" เฟลิเซียโล่งอกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเจ้าสัตว์ร้ายที่สูญเสียดวงตากำลังหันหน้าเข้าสู้กับห่ากระสุน แต่ตอนนี้เธอต้องรีบช่วยคู่หูของเธอก่อน
"เรนัส อดทนไว้นะ" เธอกล่าวกับเขาก่อนที่จะกำคฑากางเขนที่ยังคงอยู่ในมือขวาแน่น เตรียมจะร่ายคาถาสายรักษา
แต่เพื่อนชายของเธอก็ยกมือขึ้นยั้งเธอไว้เสียก่อน
"ม....ไม่เป็นไร...." เขาฝืนตัวพูดเพราะเห็นว่าเธอในตอนนี้ไม่น่าจะเหลือแรงพอร่ายเวทย์ใด ๆ แล้ว หากเธอเป็นฝ่ายฝืนก็จะย่ำแย่เสียเอง
"ต...แต่ว่า"
"ชั้นยังยืนไหวน่า" มือซ้ายของเขาเอื้อมไปหยิบดาบกลับมาและค่อย ๆ ใช้มันเป็นหลักในการค้ำตัวให้ลุกขึ้น แต่ทุกท่าทางการขยับตัวของเขาสั่น ๆ เพราะพิษบาดแผลใหญ่ถึงสามรอย ซึ่งเกิดจากอุ้งเล็บที่ยิ่งกว่าที่พบได้ในสิงโตหรือหมีทั่วไปเสียอีก

"อีกแล้ว เรนัส อย่าฝืนสิ" เธอเตือนเขาด้วยความระอา เพราะเห็นเขาชอบพูดแบบนี้เสมอทั้งที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่จริงเด็กสาวเองก็แทบไม่มีแรงลุกขึ้นยืนเช่นกัน แต่จะให้เธอทิ้งเขาไปแบบนี้ก็ทำไม่ได้
"เธอก็เหมือนกันแหละน่า" เรนัสฝืนทำหน้ายิ้มแถมพูดย้อน ในเมื่อเห็นเพื่อนสาวยังคิดจะฝืนร่ายคาถาต่อเหมือนกัน
"อ๊ะ แล้วคุณซิริอุสล่ะ" เฟลิเซ๊ยทำท่าเพิ่งนึกขึ้นได้ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นหันไปดูพบว่าทั้งรุ่นพี่ของพวกเธอและเจ้าอสูรกายหายไปแล้ว
เรนัสหัวเราะนิด ๆ ก่อนที่จะพูด
"รุ่นพี่คงล่อมันไปห่าง ๆ พวกเราแล้วล่ะ แต่ไม่ต้องห่วงเค้าหรอก"
"เอ๋!?"

ชายหนุ่มแม้จะบาดเจ็บจนทรงตัวแทบไม่ไหว แต่ก็ยังยิ้มและสบตาเธอที่ยังทำหน้าประหลาดใจกับท่าทีของเขา ซึ่งกำลังบอกให้เชื่อมั่นในรุ่นพี่ของพวกเขา ที่เขาคุ้นเคยดีกว่าที่เฟลิเซียรู้จัก และรู้ว่าเจ้ายักษ์เขี้ยวยาวตัวนั้นไม่มีทางเอาชนะได้เด็ดขาด

------------------------------------------

ขณะเดียวกัน ในที่สุด ซิริอุสก็จำต้องเผชิญหน้ากับอสูรร้ายเพียงลำพัง มันเข้ามาจู่โจมเขาอย่างบ้าคลั่ง แต่ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน ทำให้อุ้งมือของมันไม่อาจแตะต้องมือปืนชุดดำได้แม้เพียงปลายขอบผ้าคลุม

แต่กลับตรงกันข้าม กระสุนที่ซิริอุสรัวเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งราวกับจะให้ปืนพังเป็นว่าเล่นนั้น มากกว่าเจ็ดในแปดที่โดนร่างกายอันมหึมาเกินกว่าจะหลบได้ จนเป็นแผลถูกยิงเต็มไปหมดแม้จะยังไม่สามารถทำให้เป้าหมายถึงแก่ชีวิตได้ก็ตาม

"GAHHHHHHHHH!!!!!!!!!!!!!!!!!!!" ด้วยความเจ็บปวดจากกระสุนฝังในหลายจุดบนร่าง ทำให้มันยิ่งบ้าคลั่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ จึงพยายามจู่โจมอย่างไร้สติต่อไป ทั้งที่ไม่ว่าจะโจมตีเช่นไร สิ่งที่ตกเป็นเหยื่อมือมรณะก็มีเพียงโลหะกับคอนกรีตเท่านั้น และด้วยตาที่บาดเจ็บทำให้นอกจากเสียงของกระสุนปืนแล้วมันไม่มีวิธีอื่นที่มันจะจับตำแหน่งเหยื่อได้เลย

"หึ เจ็บปวดล่ะสิ" ซิริอุสพูดด้วยเสียงปนเกรี้ยวกราด "แต่ผลของการทำให้รุ่นน้องของชั้นบาดเจ็บมันไม่ได้มีแค่นี้หรอกรู้ไว้ซะ"

ดูเหมือนว่าเพราะปืนพกส่วนใหญ่ที่เขามีจะสภาพย่ำแย่จากการใช้งานหนักเกินกว่าจะยิงต่อไปแล้ว เขาจึงโยนมันทิ้งอย่างไม่ใยดีราวกับกล่องขนมที่กินหมดแล้ว ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เขาจะงัดไพ่ตายที่นาน ๆ จะได้ใช้สักครั้ง

"ผู้ใดก็ตามที่ทำให้ [หมาป่า] อย่างข้าโกรธ เท่ากับว่ามันผู้นั้นได้เข้าหาความตายด้วยตัวเอง มันก็ช่วยไม่ได้นะ"

แววตาของเขาตอนนี้เปลี่ยนไปแทบจะเป็นคนละคน ชนิดที่ว่าหากเฟลิเซียเห็นเข้าเธอต้องไม่เชื่อแน่ ๆ เพราะไม่เหลือลักษณะของตาลุงขี้เล่นแถมชอบเล่นตลกกับสาว ๆ อย่างที่เธอคุ้นเคย แต่ตอนนี้ตัวซิริอุสก็ไม่ต่างจากหมาป่าที่กำลังโกรธจัด และไม่ปล่อยให้ศัตรูหลุดมือไปง่าย ๆ ซึ่งคนรู้จักของเขาจะรู้ดีว่าเขากำลังจะเอาจริง สายตาอันดุร้ายของหมาป่าที่ข้างในมีแต่เจ้ากอริลล่าเขี้ยวดาบที่กำลังจะชะตาขาด

"แต่ชั้นเองก็เป็นคนของศาสนจักร ขืนทรมานแกมากกว่านี้มีหวังโดนรุมด่าตายเลย"

ซิริอุสชักปืนกระบอกหนึ่งที่ซ่อนไว้ในเสื้อคลุมเช่นเดียวกับกระบอกอื่น แต่กระบอกนี้ไม่เหมือนกัน เพียงขนาดและรูปร่างของมันก็ผิดไปจากปืนพกทั่วไป และท่าทางจะมีน้ำหนักมากทีเดียวแต่เขาก็ถือมันและยืดแขนตั้งท่าเล็งได้อย่างมั่นคง ลักษณะของปืนนั้นมีตัวกระบอกสีดำ ด้ามและบริเวณประกับปืนมีสีเงินแต่ก็ไม่น่าจะทำมาจากโลหะเงินทั่วไป ตรงช่องทางออกของปลอกกระสุนมีขนาดใหญ่เช่นเดียวกับตัวด้ามที่ไม่ใช่ขนาดสำหรับกระสุนปืนพกทั่วไป

"Last Gospel กระบอกนี้จะพาเจ้าไปสู่นรกเอง"

------------------------------------------

ทว่า แม้หมาป่าเช่นเขาก็ยังมิอาจรู้ ว่าบนหลังคาของซากปรักหักพังของร้านซูเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกลูกหลงจนยับเยินใกล้ ๆ นั้น บริเวณริมชั้นดาดฟ้าที่ไม่สูงนักมีเท้าคู่หนึ่งห่อหุ้มด้วยรองเท้าบู้ทสีดำลงมาเหยียบพื้นริมขอบดาดฟ้าอย่างช้า ๆ และนิ่มนวลราวกับร่อนลงมาพร้อมเสียงกระพือปีก ซึ่งเกิดจากปีกอันใหญ่โตคล้ายนกแต่มีสีดำซึ่งอยู่บนหลังของเจ้าของเท้าซึ่งคลุมร่างอีกทีด้วยผ้าคลุมอันใหญ่สีน้ำเงินเข้มดั่งท้องฟ้ายามรัตติกาล ซึ่งตัดกับสีของท้องฟ้ายามเย็น ผมยาวสีทองปลิวไสวออกจากบ่าตามการเคลื่อนที่ของอากาศซึ่งเป็นผลจากการกระพือปีกแบบไม่ให้เสียงดังเกินไปนัก

ณ เวลานี้ ราวกับว่าสายตาสีฟ้าเย็นดุจน้ำแข็งกำลังจับตาดูการต่อสู้ตลอดเวลาอย่างนิ่งเฉย

------------------------------------------

กล่าวฝ่ายทางเรนัสและเฟลิเซีย

"เอาล่ะ น่าจะพอไหวละ"
เฟลิเซียเอ่ยหลังจากที่ใช้ผ้าพันแผลพันรอบตัวเพื่อนชายเพื่อปิดแผลใหญ่บนหลังของเขาเสร็จแล้ว

เนื่องจากผ้าพันแผลไหม้ไปพร้อมกับรถที่ระเบิดหมดแล้ว เฟลิเซียจึงจำต้องไปเอามาจากคลีนิกที่อยู่ใกล้ๆ มาแทน ซึ่งดูเหมือนว่าหมอเจ้าของคลีนิกจะหนีหรือไม่ก็ถูกฆ่าไปเสียแล้ว การกระทำเช่นนี้อาจเหมือนขโมยแต่ไม่มีทางเลือกอื่นในสถานการณ์แบบนี้

"เฮ้อ.. ขอบใจนะ" เรนัสกล่าวกับเธอด้วยเสียงอบอุ่นเพื่อให้เด็กสาวสบายใจขึ้น
"ไม่เป็นไรจ๊ะ ลุกไหวมั้ย" เธอถามเขาอย่างห่วงใย
"ไม่ล่ะ ขอนั่งตรงนี้อีกแปปนึง"

นักดาบหนุ่มทำเป็นอ้อน ก่อนที่จะเริ่มพูดระลึกเรื่องเก่า ๆ
"นานแล้วนะ ที่ไม่ได้เห็นเธอทำแผลให้ชั้นแบบนี้ เพราะตั้งแต่ได้เป็นเอกโซซิสต์ เธอก็ใช้แต่เวทย์รักษาอย่างเดียวเลยนี่นา"

"แล้วทำไมล่ะ" เธอทำหน้างง

"ก็มือนิ่ม ๆ อันอบอุ่นของเธอน่ะ น่าจะเหมาะไปเป็นนางพยาบาลมากกว่าเป็นเอกโซซิสต์นะ"

"บ้า!!!" เฟลิเซียอุทานด้วยความเขินจนหน้าแดง แต่เธอก็คิดไว้แล้วว่าเขาต้องพูดประมาณนี้ เพราะเป็นนิสัยเสียของเขาอยู่แล้ว

"ว่าแต่ แน่ใจเหรอว่าคุณซิริอุสจะไม่เป็นอะไร" เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันทีเพื่อแก้เขิน

"อืม ไม่ต้องห่วง ถ้าเป็นรุ่นพี่เขาล่ะก็....."

"มาอยู่ที่นี่เอง แย่แล้วครับ!!!!" ทันใดนั้นเสียง ๆ หนึ่งก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะตอนที่เรนัสยังไม่ทันขาดคำ เมื่อทั้งสองหันไปหา ก็พบว่าเป็นตำรวจในเครื่องแบบเต็มยศคนหนึ่งในท่าทีรีบร้อนและดูตื่นตกใจมาก
"ว่าแต่ แล้วอีกคนล่ะครับ"

"กำลังสู้อยู่ ว่าแต่มีเรื่องอะไร" เรนัสถามเขาด้วยความรู้สึกวิตกฉับพลัน เพราะสังหรณ์ใจไม่ดี

"ค....คือว่า......"

-------------------------------------
[ขณะที่กำลังสืบสวน ศจ.ออลเฟอร์]
"หึหึหึหึ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
"หัวเราะอะไรของแก" สารวัตรใหญ่ตะเบ็งเสียงใส่ด้วยความหงุดหงิดในท่าทีไม่ยำเกรงเจ้าหน้าที่ของชายชรา
"เจ้าพวกเอกโซซิสต์หน้าโง่นั่น ไม่รู้ตัวอีกว่าติดกับดักของข้าเข้าเต็ม ๆ "
"ว่าไงนะ!!!!"
"จริงอยู่ที่จุดอ่อนของมันคือสมอง แต่นอกจากไมโครชิปกำหนดคำสั่งแล้ว ข้าได้ติดตั้งระเบิดทำลายล้างเข้าไปด้วย"

"หา!!!!!!!!" เหล่าตำรวจต่างพากันตกตะลึง และยิ่งมากขึ้นเมื่อได้ฟังต่อ

"ระเบิดนั่นผลงานข้าเอง ข้าซ่อนไว้ใต้สมองทำให้โอกาสที่จะทำลายชิปได้ก่อนสมองแทบเป็นไปได้ยากเกินการคาดเดา และระเบิดนั่นแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ความอัจฉริยะของข้าทำให้รัศมีการทำลายล้างของมันไปได้ 30 เมตรเชียวนะไม่ได้โม้"

"ไอ้เลว!!!!!!" ตำรวจคนที่ทำหน้าที่สอบปากคำถึงกับโมโหและเข้าไปดึงคอเสื้ออย่างรุนแรงโดยไม่สนว่าจะเป็นคนแก่ ในขณะที่มันกลับหัวเราะร่าอย่างสะใจแบบคนบ้าไม่ดูสถานะตัวเอง

-------------------------------------
"ว่ายังไงนะ!!!!!!!!" ทั้งสองคนถึงกับร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน พวกเขาถึงจะรู้จักศจ.เฒ่านั้นไม่มากนัก แต่ไม่นึกว่าจะแค้นเคืองศาสนจักรจนคิดจะดึงผู้บริสุทธิ์ไปด้วยมากถึงเพียงนี้

"แย่ล่ะ ต้องรีบไปบอก โอ๊ย!!!!!!" ด้วยความเร่งรีบทำให้เรนัสที่รีบลุกตัวขึ้นกระทันหันจึงทำให้ปากแผลเปิด

"เรนัส!!!!" เฟลิเซียรีบหยิบคฑากางเขนราวกับสัญชาตญาณของนักบวช ก่อนที่จะเปล่งคำสวดมนต์

"ข้าแต่พระบิดาเจ้าผู้สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ โปรดช่วยรักษาความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานกายให้แก่บุตรของพระองค์ด้วยเถิด Healing Light"

ทันใดนั้นก็เกิดแสงสีขาวส่องสว่างและเปล่งประกายระยิบระยับออกมาจากคฑา เข้าอาบร่างของนักรบหนุ่มและสะเก็ดแห่งแสงเมื่อสัมผัสบาดแผล ก็ทำให้แผลได้รับการสมานและหายไปไม่เหลือร่องรอยเดิม

สำหรับตำรวจที่เห็นเหตุการณ์นั้นถึงกับอ้าปากค้าง เพราะสิ่งที่เขาได้เห็นไม่ใช่สิ่งที่มีโอกาสได้พบเป็นบุญตาบ่อยนัก

แต่เมื่อแสงจางหายไปเพราะเสร็จสิ้นการรักษา เฟลิเซียซึ่งเหลือพลังเวทย์ไม่มากอยู่แล้วจึงล้มลงทรุดคุกเข่ากับพื้นอีกโดยมีคฑาเป็นเสาให้เกาะยันพื้นไว้

"เฟลิเซีย!!!!" เรนัสรีบเข้าไปช่วยประคองตัวเธออย่างกระฉับกระเฉงเหมือนปกติ และขึ้นเสียงตำหนิเธอ
"บอกกี่ครั้งแล้วว่าสภาพเหนื่อยอย่างนี้ อย่าฝืนใช้เวทย์สายรักษาบาดแผลใหญ่ มันจะทำให้เธอแย่ลงนะรู้มั้ย"

"ฉ....ฉันเข้าใจ...." เฟลิเซียตอบเสียงแห้งเพราะความล้า ทว่ายังคงฝืนยิ้มให้เขาไม่ต้องห่วงเธอมาก "แต่ว่า..... ตอนนี้เธอก็มีแรงพอวิ่งไปแจ้งข่าวให้คุณซิริอุสแล้วนี่นา ฉันเชื่อว่าเธอทำได้"

"ก็ได้.... เฟลิเซีย รอฉันอยู่ตรงนี้ก่อนนะ"

เรนัสที่กลับมามีแรงแล้วลุกขึ้นแล้วกำลังจะหันไปหาตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อจะฝากให้ช่วยดูแลเธอ แต่ไม่ทันที่จะปริปาก จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนอากาศเย็นลง และมีเศษเล็ก ๆ แวววาวปลิวผ่านสายตาของเขาไป

"น...นี่มัน.... เกล็ดน้ำแข็งนี่" เขาตกตะลึงด้วยความประหลาดใจยิ่งนัก เพราะสำหรับฤดูนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีหิมะตก แถมท้องฟ้าก็ไม่มีวี่แววเลยด้วย

-------------------------------------

ซิริอุสหยิบกระสุนลูกใหญ่กว่ากระสุนธรรมดาซึ่งตัวปลอกมีสีเหลือง บรรจุลงในช่องใส่กระสุนที่มีขนาดพอดีกันเหมาะเจาะ ก่อนที่จะติดตั้งเกิดเสียงดังกริ๊ก

"ในฐานะตัวแทนของพระเจ้า สัตว์ร้ายผู้สลักด้วยตราบาปจักต้องถูกพิพากษา"

[หมาป่า] กำลังเพ่งสายตาไปยังเจ้าสัตว์ร้ายตาบอดที่เหมือนจะหมดแรงอาละวาดต่ออีกแล้ว ได้แต่ครวญครางเบา ๆ อย่างทรมานเพราะบาดแผลทั่วทั้งร่าง ได้แต่รอการพิพากษาเท่านั้น

สายตาอันดุดันและเฉียบคมจับจ้องไปยังเป้าหมายคือตรงกลางหน้าผากของสัตว์ร้ายที่ตอนนี้ไม่ต่างจากเป้านิ่ง

"รับทัณฑ์แห่งสายฟ้าจาก Last Gospel ไปเสียเถิด"

เปรี้ยง!!!!!!!!!!

ที่ถูกยิงออกมาหาใช่กระสุนหัวเหล็กไม่ แต่กลายเป็นลูกบอลสายฟ้ากัมปนาทที่มีกระแสไฟฟ้าวนแปล๊บปล๊าบโดยรอบตลอด และกำลังเข้าปลิดชีพเป้าหมาย ณ บัดนี้

ทว่า ในชั่วพริบตา อากาศรอบ ๆ บริเวณหน้าอสูรยักษ์ก็ก่อตัวกันหนาแน่นขึ้นและเปลี่ยนสภาพไปเป็นก้อนน้ำแข็ง ซึ่งกลายเป็นตัวล่อกระแสไฟฟ้า ทำให้สายฟ้าถูกดูดซับไว้ในก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่ก่อนที่จะถึงตัวเจ้าอสูรยักษ์ และตกลงพื้นแตกกระจายตามยถากรรม

"อ...อะไรกันน่ะ โอ๊ะ!!!!!!!!" ซิริอุสซึ่งยืนตะลึงกับสิ่งที่ไม่คาดฟัน ก็ต้องไหวตัวกระโดดหนีอย่างรวดเร็วเพราะน้ำแข็งก่อตัวไล่ตามพื้นเข้าใส่บริเวณที่เขายืนอยู่ด้วย

ช่วงที่พลาดจังหวะไปและกระสุนไม้ตายถูกใช้ไปแล้วทำให้ไม่มีจังหวะยิงตอบโต้ ที่สำคัญยังต้องใช้สายตากวาดมองว่าเกิดอะไรขึ้น

พบว่า เจ้ากอริลล่าสมิงเขี้ยวดาบก็ไม่ได้พ้นเคราะห์ แต่ตอนนี้ตัวของมันถูกขังอยู่ในก้อนน้ำแข็งใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นเสร็จอย่างรวดเร็วแม้แต่เขายังไม่ทันสังเกต

"น....นี่มันอะไรกัน!!!!!!!" ซิริอุสสับสนกับสิ่งที่เห็นที่น่าจะเป็นความฝัน แต่อากาศรอบ ๆ ที่หนาวขึ้นผิดปกติบอกเขาว่าเขาไม่ได้หลับอยู่

พรึ่บ! พรึ่บ!

เสียงกระพือปีกที่แทรกเข้ามาในหูกระทันหันเรียกความสนใจของหมาป่าให้หันไปดู พบว่าร่างหนึ่งลอยอยู่ในอากาศ แต่ไม่ใช่วิญญาณเพราะมีขา และที่สำคัญ ลอยตัวอยู่เพราะกำลังบินด้วยปีกนั่นเอง

ร่างของสตรีผมสีทองอร่ามยาวปรกบ่าทั้งสองข้าง ผู้มีปีกคล้ายนกสีดำบนหลัง และเสื้อคลุมที่คล้ายกับเขาแต่ไม่ถึงกับปิดช่วงหู มีสีออกน้ำเงินเข้มแทนที่จะเป็นสีดำ เครื่องแต่งกายภายในจากเท่าที่เห็นข้างหน้าเล็กน้อยคล้ายชุดขุนนางสมัยเก่า ใบหน้าอันงดงามที่หมาป่าได้เห็นนั้นแม้จะขาวเนียนแต่สีผิวแทบจะซีดแห้ง ความสวยเป็นผู้ใหญ่และนัยน์ตาสีฟ้าอ่อนที่ดูมีเสน่ห์ยิ่งกว่าเฟลิเซีย กำลังจ้องมองร่างที่เป็นน้ำแข็งของเจ้าสัตว์ยักษ์ด้วยสีหน้าที่เฉยเมยและเย็นชาราวกับหิมะ คงไม่แปลกหากสิ่งนี้เป็นฝีมือของนาง

ทันใด มือขวาของนางซึ่งจับด้ามของอาวุธที่มีรูปร่างประหลาดคล้ายดาบที่มีคมทั้งสองด้าน แต่สีฟ้าเย็นของมันครอบคลุมทั้งตัวอาวุธจนไม่เห็นรอยต่อระหว่างปลายทั้งสองกับด้ามจับ นางตวัดมันอย่างรวดเร็วแทบมองไม่ทัน เห็นเพียงทิศทางเป็นเส้นแสงของการฟันเท่านั้น

พริบตา ก้อนน้ำแข็งส่วนที่แช่แข็งหัวของสัตว์ยักษ์ก็ถูกตัดออกจากส่วนลำตัวอย่างเฉียบขาดและเป็นรอยเส้นเรียบ ซึ่งแสดงถึงความคมของอาวุธชิ้นนั้นที่สามารถทำได้ขนาดในหมู่เอกโซซิสต์ระดับเกรดสูง ๆ ยังหาแทบไม่ได้เลยทีเดียว

มือซ้ายของนางรับส่วนหัวแช่แข็งนั้นอย่างรวดเร็ว แถมถือได้ด้วยมือข้างเดียวเหมือนไม่รู้สึกหนักทั้งที่น้ำหนักเมื่อคิดมวลรวมกับน้ำแข็งที่นางทำไม่น่าจะน้อย ๆ
นางจ้องมองมันชั่วครู่ ก่อนที่จะกระพือปีกและบินจากไปอย่างรวดเร็วจนลับตา โดยไม่หันมามองหมาป่าที่ได้แต่ยืนตะลึงมองอยู่เท่านั้น ด้วยความทึ่งในฝีมือของนาง และผลงานที่ดูเหมือนน้ำแข็งที่ก่อตัว ณ รอยที่ถูกฟันขาดปิดกั้นการพุ่งออกของเลือด

"น.....นี่มันอะไรกันแน่........"

"รุ่นพี่ซิริอุส!!!!!!!!"
ทันใดนั้นเรนัสก็เข้ามาพอดี เขากำลังจะพยายามเตือนเรื่องระเบิดให้รุ่นพี่ของเขา แต่ก็ต้องผงะไปเสียก่อนกับสิ่งที่เห็นเช่นเดียวกับรุ่นพี่ของเขา

บนพื้น ณ บริเวณใกล้ร่างไร้หัวของสัตว์ยักษ์ที่ยังคงอยู่ในน้ำแข็ง มีขนนกสีดำที่หลุดจากการกระพือปีกของนางและหล่นลงสู่พื้น ราวกับเป็นใบบ่งชี้ว่าเป็นคนจัดการเรื่องยังไงยังงั้น

(ติดตามต่อช่วงสุดท้าย)

Edited by Ryusei, 10 December 2006 - 11:21 PM.





0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users

ประกาศ ! : ข้อความที่ถูกพิมพ์ หรือเผยแพร่ออกจากเว็บบอร์ด Thaiware Community Board แห่งนี้ ถือเป็น ความคิดเห็นส่วนบุคคลทั้งสิ้น ซึ่งทางเว็บไซต์ Thaiware.com จะ ไม่รับผิดชอบ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อันเป็นเหตุมาจากการพิมพ์จากทางผู้ใช้ และสมาชิก แต่อย่างไรก็ตามถ้าหาก ท่านใดพบ ข้อความที่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ได้ถูกเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ อาทิเช่น คำพูดที่ลบหลู่ ดูหมิ่นต่อ ความมั่นคงของชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงการเผยแพร่รูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ สิ่งผิดกฏหมายต่างๆ กรุณาแจ้ง ทางทีมงาน มาได้ที่ webmaster@thaiware.com หรือ โทรศัพท์มาแจ้งได้ที่ 0-2635-0744 (ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.30 - 17.30 น.) ซึ่งเราจะรีบดำเนินการลบโดยเร็วที่สุด ...