Jump to content


ประกาศย้าย Thaiware Community ไปที่ QA.THAIWARE.COM

ขณะนี้ทางเว็บ Thaiware.com ได้เปิด บริการใหม่ภายใต้หัวข้อ THAIWARE Q&A (ถาม - ตอบ) เมื่อต้นเดือน มกราคม พ.ศ. 2556 (2013) ที่ผ่านมา หากใครมีข้อสงสัย มีคำถามต่างๆ จะสอบถาม เรามีทีมงานที่จะคอยดูแลตอบคำถาม ไขข้อข้องใจตลอดเวลา


สำหรับในหน้า COMMUNITY.THAIWARE.COM นี้เราจะเก็บเอาไว้เป็นคลังกระทู้เก่า เพื่อค้นคว้าหาความรู้ที่เคยพูดคุยกันมา ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่อไปโดยจะไม่สามารถตั้งกระทู้ หรือ สมัครสมาชิกใหม่ ในหน้านี้ได้ ดังนั้นขอเชิญที่ QA.THAIWARE.COM แทน สำหรับสมาชิกเก่าในที่นี้ กรุณาสมัครสมาชิกใหม่อีกครั้งก่อนการใช้งานที่ THAIWARE Q&A (ถาม - ตอบ)


ขอบคุณที่ใช้บริการตลอดมา
ทีมงาน Thaiware.com
หากมีข้อสงสัยติดต่อ 0-2635-0744 ต่อ 12



Photo

สวรรค์ของมหายาน(สุขาวดี)ไปแล้ว ไม่กลับลงมาในภูมิต่ำ(อบายภูมิ)อีกเลย


  • Please log in to reply
4 replies to this topic

#1 tuenum

tuenum

    กิ๊กไทยแวร์ ^^)

  • Silver Members
  • PipPipPipPip
  • 466 posts

Posted 21 November 2010 - 03:41 PM

สวรรค์ของมหายาน(สุขาวดี)ไปแล้ว ไม่กลับลงมาในภูมิต่ำ(อบายภูมิ) หรรือลงมาในสังสารวัฏฏ์อีกเลย



จากกระทู้ นายแคล้ว ธนิกุล อมสมเด็จไว้ในปาก ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขึ้นสวรรค์นานhttp://www.kammatan.com/board/index.php?topic=919.msg3736#new

คุณjo345 แย้งผมที่บอกว่า:

จิตก่อนตาย เป็นกุศล ก็จะขึ้นสวรรค์ก่อน แต่อยู่ได้ไม่นาน เช่น 3 วัน 7 วัน เมื่อบุญหมดก็ต้องลงมาใช้ในนรก แต่ในกรณีจิตสุดท้ายยึดเหนี่ยวพระพุทธเจ้าหรือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง อยู่บนสวรรค์นานมากๆๆๆๆ ยิ่งถ้าจิตสุดท้ายระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง = หมดทางตกลงมาในภูมิต่ำอีกเลย อยู่ในแดนสุขาวดีตลอดไป จนกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์"

ระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่มีทางครับที่จะไม่ตกนรก แค่ระลึกไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ อย่ามั่วครับ



ตอบ


1. ระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่มีทางครับที่จะไม่ตกนรก... อย่ามั่วครับ

คุณน่ะซิอย่าแย้งแบบโง่ๆ และอย่าแย้งแบบมั่วๆครับ คุณไม่มีความรู้ทางพุทธศาสนาเอาเสียเลย ลองไปศึกษาเรื่องพระอมิตาภพุทธเจ้า แดนสุขาวดี และคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรา ที่ตรัสถึงเรื่องพระอมิตาภพุทธเจ้า และแดนสุขาวดี ที่พ้นจากสังสารวัฏฏ์ เอาไว้ในพระสูตรมากมาย โดยเฉพาะในอมิตายุรยานสูตร ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนมเหสีพระเจ้าพิมพิสาร

ศาสนาพุทธเถรวาทของเรา มีความเสี่ยงที่สุดที่คนจะตกไปสูอบายภูมิเมื่อตายไปแล้ว เนื่องจาก สมมุติสงฆ์ไทยไม่รู้และไม่สอนเรื่องการก้าวล่วงบาปกรรม หรือการสำนึกบาป ไม่สอนเรื่องการระลึกถึงพระพุทธเจ้า และพระรัตนตรัยก่อนตาย ฯลฯ เป็นทางรอดให้พ้นนรก

ชื่อสวรรค์ชั้นสุขาวดีของพระอมิตาภพุทธเจ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยนักกับชาวพุทธเถรวาท แต่ชื่อนี้จะคุ้นเคยกันดีในหมู่ชาวพุทธมหายานทั่วโลก สวรรค์ชั้นสุขาวดี ไม่ใช่สวรรค์ในกามภูมิในสังสารวัฏฏ์ ผู้ที่เข้าไปอยู่ในพุทธเกษตร(สวรรค์ชั้น)สุขาวดี จะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์อีก คนชั่วบาปหนาก็จะไปอยู่ในดอกบัวในสุขาวดี นานอาจจะเป็นกัป เพื่อล้างคราบความชั่วออก พอล้างเสร็จก็จะมาปฏิบัติธรรม จนบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ เข้าสู่นิพพานในสุขาวดีเลย ไม่มีโอกาส และไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

ศาสนาพุทธมหายาน โดยเฉพาะนิกายสุขาวดี ไม่มีความเสี่ยงว่าจะต้องตกนรก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ผู้ที่จะเข้าไปในแดนสุขาวดีได้ เพียงแต่ท่องชื่อพระนามพของพระพุทธเจ้าที่ชื่อ อมิตา1-10 อย่างจริงใจและอย่างตั้งใจ แค่นั้นพระอมิตาพุทธก็จะส่งพระโพธิสัตว์มารับไปอยู่ ในแดนสุขาวดี หลุดออกจากสังสารวัฏฏ์ แล้วจะไปชดใช้กรรมได้อย่างไร

ในคัมภีร์มหายาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรมากมายถึงแดนสุขาวดี และพระอมิตาภพุทธเจ้า เช่น 1. มหาสุขาวดีวยูหสูตร หรือ มหาอมิตายุสูตร 2. อมิตายุรธยานสูตร 3. จุลสุขาวดียุหสูตร


2. แค่ระลึกไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ ... อย่ามั่วครับ

แล้วใครไปบอกล่ะครับว่า ระลึกแล้วสามารถหลุดพ้น ตีความแบบโง่และมั่วอย่างนี้ได้อย่างไร ผมบอกว่าระลึกแล้วพ้นจากอบายภูมิ ไปอยู่ในสวรรค์ สวรรค์ ของมหายาน = พุทธเกษตร ผมอธิบายไปแล้ว สวรรค์ของเถรวาท พระพุทธเจ้าตรัสว่า:

"ผู้ถือเอาพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้นั้น ชื่อว่าพ้นจากอบาย ทั้งยังจะได้เกิดในเทวโลก"

"ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว จักไม่เข้าสู่อบายภูมิ ครั้นละจากอัตภาพของมนุษย์แล้ว ย่อมยังกายของเทพให้บริบูรณ์"

"ผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยคุณอันอุดมอย่างนี้ ชื่อว่าจะเป็นผู้บังเกิดในนรกเป็นต้นย่อมไม่มี อนึ่งพ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ"


“คนที่ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ นึกถึงชื่อตถาคตอย่างเดียว ตายแล้วไปสวรรค์ไม่ใช่นับร้อย นับพัน นับเป็นโกฏิ”

สรุป

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของศาสนาพุทธทั้งมหายานและเถรวาท เป็นผู้ตรัสสอน = คุณ่jo345กำลังต่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า....อย่ามั่ว ตกลงคุณ่jo345มีสัมมาทิฏฐิเหนือกว่าพระพุทธเจ้าหรือครับ???

.........................................................................................................................................................................................

อ้างอิง:

ในมหาสุขาวดีวยุหสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

.....หากสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้ยินพระนามแห่งพระอมิตตาพุทธเจ้า และเกิดจิตศรัทธาอย่างแรงกล้า และมีใจที่อิ่มเอิบ ระลึกถึงพระนามของพระองค์ แม้หนึ่งครั้ง...ถึงสิบครั้ง...ถ้าบุคคลนั้นมีใจอยากไปอุบัติในสุขาวดีพุทธเกษตร เขาจักได้ไปอุบัติที่นั่นตามความประสงค์ และไม่ต้องกลับมาเกิดในภพภูมิที่ตกต่ำอีก

มหาสันนิบาตสูตร กล่าวไว้ว่า

....หากสาธุชน ชายหญิง ใด้ก็ดีได้นั่งสมาธิภาวนาระลึกถึงองค์พระอมิตาพุทธเจ้าจนจิตเกิดสมาธิต่อเนื่อง ไม่วุ่นวายหากนับได้คืนหนึ่งก็ดีจนถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ดี บุคคลนันจักได้เห็นพระอมิตาพุทธเจ้าอย่างแน่นอน หากไม่ได้เห็นตอนกลางวัน ในเวลากลางคืนก็จะได้เห็นพระองค์อย่างแน่นอน (ในนิมิตขณะนั่งสมาธิ หรือในความฝัน)

ลองอ่านมหาปณิธาน 6 ข้อ จาก48 ข้อ ของ พระโพธิสัตต์ธรรมกร ก่อนที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอมิตตาภพุทธเจ้านะครับ ท่านที่ได้ตั้งสัตย์ไว้มีดังนี้

จากมหาสุขาวดีวยูหสูตร มหาปณิธาน 48 ประการ แห่ง พระอมิตภะพุทธเจ้าhttp://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=buddha-dhammacom&thispage=28&No=209494

1. หากในพุทธเกษตรของพระองค์ยังมี(ภาวะทุกข์ทรมาณของ) นรก เดรัจฉาน เปรต หรือ อสุรกาย จะไม่ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า(หรือไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด อีกนัยหนึ่งคือ ไม่ขอ บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทุกๆข้อในตอนท้ายให้หมายถึงพระธรรมกร)

2. หากในพุทธเกษตรของพระองค์ยังมีสัตว์ที่ต้องตายและตกสู่อบายภูมิ(ภูมิต่ำทั้งสี่ข้างต้น) จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

18.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์ในทิศทั้งสิบศรัทธาพระองค์ด้วยความคิดที่แน่วแน่ ปรารถนาจะไปเกิดพุทธเกษตรของพระองค์ ได้กล่าวความระลึกถึงหรือท่องชื่อพระองค์ 10 ครั้ง ถ้าพวกเขา ไม่ได้อุบัติในสุขาวดี จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสุงสุด ..ยกเว้นแต่ พวกที่ประกอบอนันตริยกรรม* และผู้จ้วงจาบทำลายพระธรรม

19. หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์ที่มุ่งตรัสรู้ในโลกธาตุอื่น และเป็นผู้ที่ภายหลังได้ยินชื่อของพระองค์ ได้ทำสมาธิระลึกถึงพระองค์ด้วยความคิดที่แน่วแน่ ขณะที่พวกเขาสิ้นใจ ถ้าพระองค์ ไม่ได้ ไปปรากฎต่อหน้าพวกเขาพร้อมเหล่าภิกษุ เพื่อช่วยให้จิตของพวกเขาสิ้นสุดความหวาดหวั่นแล้วละก็ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

20. หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์พุทธเกษตรน้อยใหญ่ได้ยินชื่อของพระองค์ ได้กำหนดจิตขออุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์(คือสุขาวดี) ได้สั่งสมคุณธรรมความดีไว้มาก แม้แต่พวกท่องชื่อระลึกถึงแดนสุขาวดีเพียง 10 ครั้ง ถ้าพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้อุบัติในแดนสุขวดี(ตามที่ตั้งจิตปราถรถนา) แล้วละก็ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด ยกเว้น พวกประกรอบอนันตริยกรรม และ ผู้ที่ขัดขวางบิดเบือนพระธรรม

21. หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว เทวดาหรือมนุษย์ในสุขาวดี ไม่มี ลักษณะมหาบุรุษ(มหาปุริสลักษณะ) 32 ประการ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

#2 ปองศักดิ์包青天

ปองศักดิ์包青天

    Only You...

  • Exclusive Members
  • PipPipPipPipPipPip
  • 2,376 posts
  • Gender:Male
  • Location:some where you belong
  • Interests:สังขารทั้งหลายย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา

Posted 21 November 2010 - 03:59 PM

ผมอยากให้คุณพลศักดิ์ ละอัตตานุทิฐิ บ้างดีกว่าครับ

พระสูตรมีหลายพระสูตรมาก การจะเอาพระสูตรเล่มไหน บทไหนมาจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องได้รับการพิเคราะห์อย่างถ่องแท้ จากผู้ที่ยกเอามากล่าวสนับสนุนก่อน ว่าพระสูตรนั้นเป็นพระพุทธพจน์แท้ พระพุทธธรรมแท้

การสังคายนาพระไตรปิฎกนั้น สังคายนาโดยพระคัมภีร์เล่มแรก เป็นนิกายเถรวาท นะครับ ส่วนมหายาน (ซึ่งแปลว่ายานที่ใหญ่) ได้รับการยอมรับโดยมากในเอเชียตะวันออก หรือเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มีกายปรับปรุงบ้าง ผมไม่ได้บอกว่าห้ามเอามาเลยนะ แต่พระสูตรมหายานได้รับการปรับปรุง เพื่อปรับใช้กับประชากรพุทธศาสนิกชนแถบพื้นที่นั้น

ตามเถรวาทเลยนะ ผู้ที่หยั่งจิตเข้าถึงกระแสของพระนิพพานโดยแท้ แล้วไม่มีวันตกสู่อบายภูมิอีก ต้องบรรลุทางจิตขั้นต่ำเป็นพระโสดาปัตติผล คือการละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว ๓ ประการ (จริงๆสังโยชน์เบื้องต่ำหรือโอรัมภาคิยสังโยชน์ มีถึง ๕ นะ) คือต้องละหมดไปเลยนะ เหลือไว้สักนิดเดียวก็ไม่ได้

๑.สักกายทิฐิ คือการยึดถือว่า กายนี้ ใจนี้ เป็นของเรา
๒.วิจิกิจฉา คือความเคลือบแคลง มีความลังเล ความสงสัย เช่นในพระรัตนตรัย และการปฎิบัติของตนว่าถูกต้องแล้วหรือไม่ เป็นต้น
๓.สีลัพพตปรามาส คือการเห็นว่าศีลนั้นควรถือเพราะเป็นการถือพรต ถือด้วยกายและวาจา แต่ใจยังไม่เป็นศีล หรืออย่างน้อยใจก็ยังไม่เป็นศีลตลอดเวลา

จะเห็นว่าการมีสรณัง เป็นมั่นหมายว่าคือพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ยังไม่สามารถครอบคลุม วิจิกิจฉา โดยทั่วถึงเลย แล้วยังมีทั้งสักกายทิฐิ และสีลัพพตปรามาสด้วยแล้ว หากยังละไม่หมด ก็มีสิทธิได้ครับ ที่จะตกสู่อบายภูมิ
ลุงอินดี้มาแล้ว~~

#3 tuenum

tuenum

    กิ๊กไทยแวร์ ^^)

  • Silver Members
  • PipPipPipPip
  • 466 posts

Posted 21 November 2010 - 06:17 PM

ใครไม่มีปัญญา ก็ไปสุขาวดี

แต่พระนางเขมาพระมเหสีพระเจ้าพิมพิศาล ฟังเรื่องสุขาวดีแล้ว ไม่ไปสุขาวดี
พระนางเขมา พระมเหสีพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังวัดเวฬุวัน
พระผู้มีพระภาคได้ทรงโปรดพระนางเขมาให้เข้าถึงสรณะ(พระรัตนตรัย)
พระนางทูลลาพระสวามีออกบวช บวชเป็นภิกษุณีเพียง ๗ เดือน นางสำเร็จอรหัตผล

และก็กล่าวภาษิตนี้

"มารผู้มีบาป เธอจงรู้ไว้เถิดว่า ถึงเธอเราก็ขจัดได้แล้ว คนโง่ทั้งหลายผู้ไม่รู้ความจริง จึงนมัสการดวงดาว บำเรอไฟในป่า แล้วเข้าใจว่า เป็นความบริสุทธิ์...





คุณ armageddon ครับ



คุณก็มั่วอีกคนหนึ่งแล้ว เช็คข้อมูลให้ดีซิครับ

พระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร มีพระนามว่า โกศลเทวี หรือ เวเทหิ พระนางเวเทหิ เป็นพระธิดาพระเจ้ามหาโกศล เมืองสาวัตถี เป้นแม่ของพระเจ้าอชาติศตรู ผู้ฆ่าพ่อตัวเอง

พระนางเขมา เป็นพระธิดาเจ้าครองนครสาคล แห่งมัทรัฐ มีสิริโฉมงดงามยิ่ง พระนางเขมาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารอีกองคห์หนึ่งครับ เป็นคนละคนกับพระนางเวเทหิ ผู้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร

พระนางเวเทหิ เป็นผู้เลือกอยากจะไปเกิด ณ แดนสุขาวดีพุทธเกษตร ส่วนพระนางเขมา ได้บรรลุอรหัตผล พระเจ้าพิมพิสารมีพระบรมราชานุญาตให้พระนางเขมาออกบวชได้

พระนางเขมาทรงมีปัญญาอันยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าพระเขมาเถรีเป็นเอตทัคคะคือมีความเป็นเลิศในทางปัญญา และทรงแต่งตั้งให้พระนางเป็นอัครสาวิกาเบื้องขวา

#4 tuenum

tuenum

    กิ๊กไทยแวร์ ^^)

  • Silver Members
  • PipPipPipPip
  • 466 posts

Posted 21 November 2010 - 06:33 PM

ผมอยากให้คุณพลศักดิ์ ละอัตตานุทิฐิ บ้างดีกว่าครับ

พระสูตรมีหลายพระสูตรมาก การจะเอาพระสูตรเล่มไหน บทไหนมาจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องได้รับการพิเคราะห์อย่างถ่องแท้ จากผู้ที่ยกเอามากล่าวสนับสนุนก่อน ว่าพระสูตรนั้นเป็นพระพุทธพจน์แท้ พระพุทธธรรมแท้

การสังคายนาพระไตรปิฎกนั้น สังคายนาโดยพระคัมภีร์เล่มแรก เป็นนิกายเถรวาท นะครับ ส่วนมหายาน (ซึ่งแปลว่ายานที่ใหญ่) ได้รับการยอมรับโดยมากในเอเชียตะวันออก หรือเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มีกายปรับปรุงบ้าง ผมไม่ได้บอกว่าห้ามเอามาเลยนะ แต่พระสูตรมหายานได้รับการปรับปรุง เพื่อปรับใช้กับประชากรพุทธศาสนิกชนแถบพื้นที่นั้น

ตามเถรวาทเลยนะ ผู้ที่หยั่งจิตเข้าถึงกระแสของพระนิพพานโดยแท้ แล้วไม่มีวันตกสู่อบายภูมิอีก ต้องบรรลุทางจิตขั้นต่ำเป็นพระโสดาปัตติผล คือการละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว ๓ ประการ (จริงๆสังโยชน์เบื้องต่ำหรือโอรัมภาคิยสังโยชน์ มีถึง ๕ นะ) คือต้องละหมดไปเลยนะ เหลือไว้สักนิดเดียวก็ไม่ได้

๑.สักกายทิฐิ คือการยึดถือว่า กายนี้ ใจนี้ เป็นของเรา
๒.วิจิกิจฉา คือความเคลือบแคลง มีความลังเล ความสงสัย เช่นในพระรัตนตรัย และการปฎิบัติของตนว่าถูกต้องแล้วหรือไม่ เป็นต้น
๓.สีลัพพตปรามาส คือการเห็นว่าศีลนั้นควรถือเพราะเป็นการถือพรต ถือด้วยกายและวาจา แต่ใจยังไม่เป็นศีล หรืออย่างน้อยใจก็ยังไม่เป็นศีลตลอดเวลา

จะเห็นว่าการมีสรณัง เป็นมั่นหมายว่าคือพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ยังไม่สามารถครอบคลุม วิจิกิจฉา โดยทั่วถึงเลย แล้วยังมีทั้งสักกายทิฐิ และสีลัพพตปรามาสด้วยแล้ว หากยังละไม่หมด ก็มีสิทธิได้ครับ ที่จะตกสู่อบายภูมิ



ไอ้นี่แย้งแต่ละครั้ง ก็ใช้ไม่ได้เลย มหายานและเถรวาทเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในปฐมสังคายนา เพราะมีแต่พระอรหันต์ผู้มีอภิญญาครบเข้าร่วม พระสูตรมหายานจึงได้รับการรับรองในครั้งนั้น ต่อมาเมื่อเถรวาทมันเขี่ยพระอรหันต์ผู้มีอภิญญาออกไป ไม่ให้เข้าร่วม การสังคายนาต่อๆมา จึงไม่มีพระสูตรมหายานอยู่

อย่างไรก็ตามปรมาจารย์ของมหายาน เขายังมีการสังคายนาปิฎกของเขาเรื่อยมา จึงนับว่าพระสูตรของเขาใช้ได้ และไม่มีมนุษย์หร้าไหน แม้แต่พยามาร จะกล้าไปยุ่งกับพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าหรอกครับ....หัดฉลาดบ้างนะครับ เรื่องโง่ๆ คุณนี่เก่งนักเชียว

คุณเอานรกมาขู่ผมหรือครับ ผมว่าขู่ตนเองจะดีกว่า ผมมาเพื่อทำลายศาสนาของมาร นำศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้ากลับมา ส่วนคุณมาเพื่อสนับสนุนศาสนาของมาร ใครครับที่สมควรลงอบายภูมิ

#5 tuenum

tuenum

    กิ๊กไทยแวร์ ^^)

  • Silver Members
  • PipPipPipPip
  • 466 posts

Posted 21 November 2010 - 08:40 PM

ถูกแล้ว ในอมิตยุรสุตร พระนางเวทิหิ มเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร อีกองค์ ปราถนาจะไปสุขาวดี

ตอบ

หน้าแตกหมอไม่รับเย็บไปครั้งหนึ่งแล้ว แทนที่จะสำนึกตัว ปั้นน้ำเป็นตัวมาครั้งหนึ่งแล้ว โกหกตอแหลเล่าเป็นตุเป็นตะว่า

แต่พระนางเขมาพระมเหสีพระเจ้าพิมพิศาล ฟังเรื่องสุขาวดีแล้ว ไม่ไปสุขาวดีพระนางเขมา พระมเหสีพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังวัดเวฬุวัน พระผู้มีพระภาคได้ทรงโปรดพระนางเขมาให้เข้าถึงสรณะ(พระรัตนตรัย) พระนางทูลลาพระสวามีออกบวช บวชเป็นภิกษุณีเพียง ๗ เดือน นางสำเร็จอรหัตผล

โดนผมผู้รู้แจ้งทางศาสนาตีจนเสียมวยแล้ว พยายามรักษาหน้าตัวเองโดยการโกหกตอแหลอีกว่า

ถูกแล้ว ในอมิตยุรสุตร พระนางเวทิหิ มเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร อีกองค์ ปราถนาจะไปสุขาวดี


ไอ้หนูarmageddon!!! พี่จะบอกให้นะ


1. พระนางเขมา อาจจะไม่เคยรู้เรื่องแดนสุขาวดี และพระอมิตาเลยก็ได้ เพราะเรื่องนี้พระนางเวเทหิถามโดยตรงกับพระพุทธเจ้ามีพระอานนท์ พระสารีบุตร และสาวกจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายมหายานเท่านั้นที่อยู่ในที่นั้น

2. พระนางเขมาไปบวชและเป็นพระอรหันต์ไปนานแล้ว สมัยที่พระเจ้าพิมพิารยังเรืองอำนาจอยู่ แต่พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องแดนสุขาวดี และพระอมิตตา และพุทธเกษตรต่างๆให้พระนางเวเทหิฟัง เพือเลือกให้พระนางเลือกไปเกิดในพุทธเกษตรแห่งใดแห่งหนึ่ง

พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องพุทธเกษตรต่างๆให้พระนางเวเทหิฟัง ตอนหลังจากที่พระเจ้าอขาติศตรูฆ่าพระเจ้าพิมพิสารไปแล้ว และพระนางเวเทหิทรงโทรมนัสในการปิตุฆาตบิดาของพระเจ้าอชาติศตรู ไม่อยากลงมาเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ต่อไป แต่พระนางก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆ พระพุทธองค์จึงทรงแนะนำวิธีให้พระนาง

คนมีปัญญา แต่ปฏิบัติไม่ได้ถึงขั้นอริยะ จึงต้องเลือกไปสุขาวดี

คนมีปัญญา แต่ปฏิบัติได้ถึงขั้นอริยะ ก็ไม่ต้องเลือกไปสุขาวดี


ชาวพุทธเถรวาทที่มือไม่ถึงขั้น ไม่มีปัญญาปฏิบัติให้ถึงขั้นอริยะ และพวกนี้ยังไม่มีปัญญาหาทางตีความพระสูตรต่างๆในเถรวาท และมหายาน เพื่อช่วยเหลือตนเองอีก

นรกมันเต็มเพราะคนพวกนี้แหละ




0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users

ประกาศ ! : ข้อความที่ถูกพิมพ์ หรือเผยแพร่ออกจากเว็บบอร์ด Thaiware Community Board แห่งนี้ ถือเป็น ความคิดเห็นส่วนบุคคลทั้งสิ้น ซึ่งทางเว็บไซต์ Thaiware.com จะ ไม่รับผิดชอบ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อันเป็นเหตุมาจากการพิมพ์จากทางผู้ใช้ และสมาชิก แต่อย่างไรก็ตามถ้าหาก ท่านใดพบ ข้อความที่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ได้ถูกเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ อาทิเช่น คำพูดที่ลบหลู่ ดูหมิ่นต่อ ความมั่นคงของชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงการเผยแพร่รูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ สิ่งผิดกฏหมายต่างๆ กรุณาแจ้ง ทางทีมงาน มาได้ที่ webmaster@thaiware.com หรือ โทรศัพท์มาแจ้งได้ที่ 0-2635-0744 (ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.30 - 17.30 น.) ซึ่งเราจะรีบดำเนินการลบโดยเร็วที่สุด ...