ช่วยเหลือ - ค้นหา - รายชื่อสมาชิก - ปฏิทิน
เวอร์ชั่นเต็ม: Ooสุขภาพและเคล็ดลับความสวยความงามoO
ThAiWaRe CoMMuNiTY > ThAiWaRe Club Zone ... > Miscellaneous
NoNNY
จะมาโพสทุกวัน หลาย ๆ เรื่องเกียวกับสุขภาพและความสวยยยย


ประโยชน์ของส้ม

กินส้มวันละใบผลักไสมะเร็งได้มีคุณสมบัติเป็นตัวล้างพิษใหญ่

นักวิจัยเมืองจิงโจ้พบในรายงานการศึกษาของหลายชาติ เรื่องการบริโภคผลไม้จำพวกมะนาว หรือส้ม ให้คุณแก่สุขภาพสรุปได้ว่า "กินส้มวันละใบ จะผลักไสโรคมะเร็งบางชนิดให้พ้นตัว ไปได้"



นักวิจัยขององค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพของรัฐบาลออสเตรเลีย กล่าวแจ้งว่า ได้ค้นพบว่า การกินผลไม้พวกมะนาวหรือส้ม จะช่วยป้องกันมะเร็งที่ปาก กล่อง เสียง และกระเพาะลงได้ตั้งครึ่ง และยิ่งกินเพิ่ม นอกจากกินผักผลไม้วันละ 5 มื้ออยู่ประจำแล้ว ก็จะยิ่งช่วยให้ป้องกันอัมพาตได้อีกโรคหนึ่งได้ถึง 19 เปอร์เซ็นต์ด้วย

นักวิจัยขององค์การคนหนึ่ง นางแคทรีน แบกเฮิสร์ทเปิดเผยว่า ผลไม้จำพวกมะนาวหรือส้ม ช่วยป้องกันโรคของร่างกายได้เพราะคุณสมบัติเป็นตัวล้างพิษของมัน พร้อมทั้งบำรุงระบบภูมิ คุ้มโรคให้แข็งแรง ขัดขวางเนื้อร้ายไม่ให้ลุกลาม และรักษาเซลล์เนื้อร้ายให้กลับคืนดีได้อีกด้วย

รายงานการศึกษาซึ่งทำจากผลงานการศึกษาของชาติต่างๆ จำนวน 48 เรื่อง ยังได้พบหลักฐาน อันน่าเชื่ออีกด้วยว่า ผลไม้เหล่านี้ยังมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วนและ เบาหวานอีกด้วย ในบรรดาผลไม้พวกนี้ทั้งหมด ผลส้มจะมีสารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวล้างพิษ อัน เป็นสารพฤกษเคมีชนิดต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 170 อย่าง รวมทั้งสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีสรรพคุณ ป้องกันการอักเสบ เป็นเนื้อร้าย และเลือดจับตัวเป็นก้อนไม่ต่ำกว่า 60 อย่างด้วย


-------------------------------------------------------------------
ดื่มน้ำตอนไหน เวิร์กสุดๆ

การดื่มน้ำนอกจากจะทําให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสแล้ว ยังทําให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทํางานได้ดีอีกด้วยนะ ฉะนั้นฉบับนี้ WP เลยอยากจะขอแนะนําเทคนิคดีๆ ในการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพมาฝากกัน



ใน 1 วัน ควรดื่มเท่าไหร่

ในทุกๆ วัน ร่างกายจะต้องสูญเสียน้ำผ่านทางการหายใจและการขับถ่าย จึงเป็นสิ่งที่จําเป็นมากที่จะต้องรับน้ำเข้าไปเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป และโดยปกติเราจะเสียน้ำจากการปัสสาวะเฉลี่ยวันละประมาณ 1.5 ลิตร และอีกเกือบถึง 1 ลิตรสำหรับ การหายใจและเหงื่อ ซึ่งถ้าคุณดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร (ประมาณ 8 แก้ว) ก็จะช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำในส่วนนี้ได้ค่ะ แต่ สําหรับปริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้ภายใน 1 วันเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองแล้ว ถ้าเป็นหนุ่มๆ ควรดื่มให้ได้วันละ 3 ลิตร (ประมาณ 13 แก้ว) ส่วนสาวๆ วันละ 2.2 ลิตร (ประมาณ 9 แก้ว) ก็โอ.เค.แล้วค่ะ
สําหรับสาวๆ สปอร์ตี้เกิร์ล จะต้องดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะกว่าคนปกตินะคะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของกิจกรรมที่ทําด้วย ถ้าคุณออกกําลังกายในช่วงสั้นๆ ก็ควรจะดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปครั้งละ 1-2 แก้วหลังจากออกกําลังกายแล้ว แต่ถ้าเป็นช่วงยาวๆ ละก็เพิ่มขึ้นอีกสัก 2-3 แก้วก็ น่าจะเพียงพอแล้ว

ดื่มตอนไหน เวิร์กสุดๆ

อ๊ะๆ ทําเป็นเล่นไป การดื่มน้ำก็ต้องมีเวลาดื่มด้วยนะคะถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด คุณควรจะดื่มในช่วง...

* ตื่นนอนตอนเช้า 1 แก้ว (400 ซี.ซี.) เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ
* ตอนสายๆ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า) ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป

* ตอนบ่ายๆ 3 แก้ว (เวลาประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสอง)

* ตอนเย็น 3 แก้ว (เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม)

* ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้แลกระเพาะอาหาร และยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น


ที่มา Woman Plus

--------------------------------------------------------------------

เลือกทานสิ่งที่เป็นประโยชน์กับสุขภาพบ้าง !!


อาหาร 7 อย่างต่อไปนี้จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัยดึก ทั้งผมร่วง ผิวแห้ง เฉื่อยชาให้ ดูอ่อนเยาว์ขึ้นภายใน 3 - 6 เดือน

หยุดผมร่วง รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การรับประทาน กล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน

ลดผิวมัน รับประทานธัญญาหารทุกเช้า ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกิน ของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน

หยุดการลอกของผิวหนัง รับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน อาหารทะเล หรือสลัดผักสดก็ได้

ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วยกระตุ้นการสร้าง ผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน

ชะลอผมหงอก รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร ถั่วลิสงมี วิตามินบีที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย

ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี รับประทานฝรั่ง หรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะช่วยเก็บรักษา คอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับ ผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีเช่นกัน

ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความ ต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษ



ขอบคุณข้อมูล ผู้หญิงวันนี้
`Buu
ดีดี

มีประโยชน์

ละพึ่งรู้นะเนี้ยว่าคุณประโยชน์ของส้มจะมีมากขนาดนี้

โอ้มันยอดมาก ๆ เลย ซาร่า
NoNNY
ว้าว ๆ อันนี้ของคุณผู้ชายกันมั้ง (เกย์ก้อชอบเด้อ คร้า เด้อ)

-----------------------------------------------------------------------
ผิวหน้าหล่อใสแบบเร่งด่วน

มาดูวิธีดูแลผิวที่แสนจะหยาบกร้านของหนุ่มๆ ให้กลับมีน้ำชุ่มๆ ดูมีสุขภาพสุดๆ มาให้ลองทำกันดู

- ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ควรใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทที่มี Serum ซึ่งไม่ได้ให้ความชุ่มชื้นแต่จะเน้นที่การบำรุงและฟื้นฟูขั้นสูง โดยอาจเลือกประเภทที่หนาแน่นไปด้วยวิตามินและสารแอนตี้ออกซิแดนซ์เข้มข้นก็จะยิ่งทวีความมีประสืทธิภาพให้กับผิวได้เป็นอย่างดี เมื่อหาของชั้นเลิศได้แล้วก็ควรปฏิบัติตนให้ถูกวิธี เช่น หลังล้างหน้าเสร็จก็ทา Serum และที่สำคัญควรทาตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อให้น้ำกับผิวนั่นเอง

- วิธีจัดการหน้าหลังล้างสิ่งสกปรก หลายคนคงกลัวไม่แมนก็จะเช็ดหน้าด้วยแรงช้างสารที่เพิ่งเพาะมาจากโรงเพาะกาย แต่ขอบอกว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกแรงกับสิ่งที่บอบบาง เช่น บริเวณตา ใต้ตา หรือใบหน้า เนื่องจากเป็นผิวที่แสนจะยับเยินง่ายกว่าผิวบริเวณอื่นแล้ว เมื่อเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นจะรักษาได้ยากมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแก่ตัวลง
นำผ้าขนหนูเนื้อนุ่มมาชุบน้ำแช่ตู้เย็นเอาไว้จนเย็นจัด และเอาผ้านั้นมาแปะลงบนหน้า ค่อยๆ กด และนวดคลึงใบหน้าอย่างเบามือ วิธีนี้จะช่วยให้ผิวตื่นตัวเร็ว แก้มเปล่งปลั่งสดใส อีกทั้งยังเป็นการลดอาการบวมของถุงใต้ตาได้ดีทีเดียว

- การนวดแบบกดจุด โดยใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดหัวคิ้วทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆ กดไล่ตามรูปคิ้วออกไปเรื่อยๆ จนถึงขมับ โดยใช้นิ้วนวดขมับเบาๆ สักครู่ และกดไล่มายังโหนกแก้มจนสุดท้ายมาหยุดที่ริมฝีปาก วิธีนี้จะช่วยการไหลเวียนของเส้นเลือดและเส้นประสาทให้มีการทำงานที่ดีขึ้น ทั้งยังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้อีกทาง

- อุปกรณ์ประเภท Face Pack หรือ ถุงเจล การใช้อุปกรณ์จำพวกนี้จะช่วยในการกระตุ้นให้ผิวตื่นตัวได้เร็ว เคล็ดลับการเลือกก็คงไม่ใช่ที่ราคา แต่ควรดูที่มีแบบเมนธอลและน้ำมันยูคาลิปตัสก็จะยิ่งทวีความสดชื่น ผ่อนคลายได้ดี ข้อควรระวังก็คือถ้าคุณมีผิวที่แพ้ง่ายก็ควรหลีกเลี่ยง

- ไม่มีอุปกรณ์ วิธีนี้ก็ธรรมดาสามัญที่หลายๆ คนคงเคยได้คุ้นหูกันมาบ้าง คือ การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจัด จะช่วยให้สมานรูขุมขนได้ดีทันใจเช่นกัน ลองทำดูได้แค่ลงทุนเอาน้ำเย็นในตู้เย็นมาล้างให้ทั่วหน้าอย่างเบามือก็สามารถทำให้ส้นเลือดฝาดได้ผุดผาดออกนอกหน้าได้เช่นกัน


----------------------------------------------------------------------------

ผักผลไม้ 7 อย่าง ที่คุณไม่ควรพลาด

เพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดีขอแนะนำผักผลไม้ 7 ชนิด ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีสารที่เป็นประโยชน์แก่ทุกวัย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งงดงาม และยังช่วยชะลอความชราได้อีกด้วย ดังนี้

ลูกพรุน (Prunes)



ลูกพรุน เป็นแหล่งที่ดีของโปแตสเซียม เหล็กและไฟเบอร์ ที่สำคัญพรุนช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด พรุนเป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดี พรุนแห้งหนึ่งขีดมีธาตุเหล็ก 2.78มิลลิกรัมและมีวิตามิน ซี ซึ่งช่วยในการดูดซึมธาตุต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นหากอยากมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ริมฝีปากแดงสดเหมือนสตรอเบอรี่ แก้มแดงใสเหมือนลูกเชอรี่โดยไม่ต้องใช้เครื่องสำอาง ดูเป็นคนที่มีสุขภาพดีสมบูรณ์ด้วยเลือดฝาด

ถั่ว (nut)



ทุกคนอยากมีหุ่นสวยเพรียว ไม่มีไขมันส่วนเกินสะสม "ถั่วช่วยคุณได้" ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก วิตามินบี นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่าเมื่อคุณรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งถั่วมีอยู่แล้วมากมาย)ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่ม-นานความอยากอาหารจะลดลง ซึ่งแน่นอนว่ามีประโยชน์การลดความอ้วนเป็นอย่างมาก

บรอคโคลี่
เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะอย่างยิ่ง เพราะบรอค-โคลี่เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติซึ่งเจ้าตัวซีลีเนียมนี้ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ (ซีลี-เนียมจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงทำให้ผิวดูอ่อนวัยนุ่มนิ่ม มีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว) แถมยังช่วยลบริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย

กล้วยไข่ (Banana)



กล้วยทุกชนิด ดีต่อสุขภาพแต่กล้วยไข่ดีเป็นพิเศษ ในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักกันดี คือ เบต้าแคโรทีน โดยธรรมชาติ เมื่อเราอายุพ้นยี่สิบสองไปแล้วความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมในส่วนต่างๆ ของร่างกายก็จะเริ่มมาเยือนอย่างช้าๆ

ฝรั่ง (guava)




ฝรั่ง 1 ขีดมีวิตามินซีสูงถึง180 มิลลิกรัม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัยวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าตัวสารต้านอนุมูลอิสระนี้เองที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพผิวหนังแห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยตีนกาวิตามินซี มีความสำคัญต่อการสร้าง และบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน(ConnectiveTissue) เซลล์นับล้านๆ ตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นร่างกายได้ด้วยเนื้อเยื่อที่เรียกว่า คอลลาเจนมันคือคอลลาเจนตัวเดียวกันกับคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าเต่งตึงนั่นเอง และเพราะฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีนั่นเอง คุณๆทั้งหลายที่อยากคงความเป็นหนุ่มให้แก่ผิวสวยไว้นานๆน่าจะลองหันมารับประทานฝรั่งเป็นประจำ

แอปเปิ้ล (apple)



มีสารสำคัญ คือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ "เพคติน" แต่ที่น่าสนใจสำคัญคือ เจ้าตัว "เพคติน"นี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดโคเลสเตอรอลหากคุณหิวจนตาลาย แต่ยังไม่ถึงเวลาอาหารแอปเปิ้ลสักลูกจะช่วยลดความหิวได้ เพราะแอปเปิ้ลมีแป้ง และน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 %ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในเวลาไม่เกิน 10 นาที

ส้ม (Orange)



แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรม-ชาติ การรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียว นอกจากนี้ หากรู้สึกหิวก่อนเวลา แทนที่จะนึกถึงเค้กก้อนโต หรือโดนัทชิ้นใหญ่ให้ลองหยิบส้มสักลูกเข้าปากแทนจะได้ประโยชน์มากกว่าในราคาที่ถูกกว่าด้วย

ผักและผลไม้ทั้ง 7 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น สำหรับทุกท่านที่ต้องการรักษาสุขภาพ นอกจากผักผลไม้ทั้งเจ็ดนี้แล้วผักและผลไม้อื่นๆ ก็มีคุณประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสถาบันโภชนาการแห่งชาติอเมริกาจึงได้แนะนำขนาด-ในการรับประทานผักผลไม้ในแต่ละวันว่า ควรจะรับประทานรวมกันให้ได้วันละครึ่งกิโล หรือ 5 ขีดจะช่วยให้คุณๆทั้งหลายมีสุขภาพแข็งแรง แจ่มใส ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมารบกวน

ปล.ผลไม้ทุกชนิดมีประโยชน์ทั้งนั้น เว้นแต่ทุเรียน (แดร๊กมากไม่ดี) tongue.gif
ScoutMF

พวกสมุนไพรเบื่อแระ แม่เป่าหูทุกวันๆ >_<!~

อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับเครื่องสำอางของผู้ชายบ้างอ่ะ happy.gif
ปองศักดิ์包青天
โฟมล้างหน้ายี่ห้อ H2O ดีที่สุด ซึ่งก็คือน้ำเปล่า
NoNNY
มาต่อกันเลย ว่าแต่สมุนไพรก้อดีแล้วล่ะ ธรรมช๊าด ธรรมชาติดีออก

เครื่องสำอางผู้ชายเหรอ เด่วไปหาดูก่อนนะ


20 วิธีกินให้สวย (ผู้ชายเอาไปใช้ก้อได้ค่ะ)

1. ถามหาอโวคาโด
เดี๋ยวนี้ผลไม้นี้ไม่ใช่ของนอกที่แพงลิบอีกต่อไป เพราะเราปลูกได้ในเมืองไทย หากไปเที่ยวแถวมวกเหล็กหรือปากช่องก็จะเห็นอโวคาโดวางขายเรียงรายอยู่ทั่วไป เจ้าผลไม้มหัศจรรย์นี้ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ สนับสนุนการผลิตเส้นใยคอลลาเจนของผิวหนังให้เรามีผิวสวยใส ปริมาณที่เหมาะสมคือบริโภคให้ได้สัปดาห์ละครั้ง หากชอบหวานก็เติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย และจำไว้ว่าอโวคาโดอุดมไปด้วยน้ำมันธรรมชาติที่มีประโยชน์ยิ่ง

2. กินแบบกระต่าย

ง่ายๆก็คือ กินแครอทนั่นเอง พืชชนิดนี้อุดมด้วยวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาและผิวหนัง เคล็ดลับคือให้เลือกซื้อแต่แครอทปลอดสารพิษและควรปอกเปลือกก่อนบริโภคเพื่อความมั่นใจ เพราะแครอทเป็นพืชที่ชาวไร่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงปริมาณมากในการเพาะปลูก

3. วิตามินจำเป็นต่างๆ

เพื่อให้แน่ใจว่าวันหนึ่งๆร่างกายเราได้รับวิตามินจากอาหารที่บริโภคเข้าไปอย่างพอเพียง ยิ่งวิถีชีวิตแบบสมัยใหม่ อาหารที่มีขั้นตอนการปรุงซับซ้อนหรือวิธีการเก็บรักษาทำให้สูญเสียคุณค่าธรรมชาติของอาหารไป ส้มตามซูเปอร์มาร์เก็ตเดี๋ยวนี้มีวิตามินซีเหลือเพียง 60% เพราะสูญหายไปในขึ้นตอนการเก็บเกี่ยว ดังนั้น ควรบริโภควิตามินเสริมให้ร่างกายได้สารอาหารเพียงพอ

4. แอปเปิ้ลวันละผล

ผลไม้นี้อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เพคติน วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม ช่วยขจัดมลพิษ ลดคอเลสเตอรอลและยังช่วยระบบการทำงานของปอดด้วย

5. มหัศจรรย์แห่งน้ำ

น้ำคือยาธรรมชาติที่ดีสำหรับความงามเป็นทรีทเม้นท์ธรรมชาติที่ดีที่สุดในการทำความสะอาดและให้ความสดชื่นแก่ร่างกายกว่า 80% ของผู้หญิงที่มีปัญหาผิวพรรณมีสาเหตะจากการบริโภคน้ำไม่เพียงพอ จึงควรดื่มน้ำให้ได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 2 ลิตร

6. พืชเรียกน้ำตา

หอมและกระเทียม ช่วยฟื้นฟูระบบการไหลเวียนของโลหิต ช่วยล้างพิษได้ดีที่สุด ป้องกันโรคหอบหืด จึงควรบริโภคแม้ว่ามันจะมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์นักก็ตาม

7. อย่าลืมโยเกิร์ต

อาหารสูตรสุขภาพตั้งแต่โบราณ ในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียสองชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการย่อย คือ แลคโตบาซิลัสและเอซิโดฟิลลัส ช่ว่ยฟื้นฟูการทำงานของลำไส้ ลดการสะสมของแก๊สในกระเพาะทำให้ท้องไม่อืดและร่างกายดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น

8. เรื่องของมันฝรั่ง

หากต้องการอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี 3 วิตามินซีและโปตัสเซียมล่ะก็ มันฝรั่งมีให้ครบทุกอย่าง วิธีดีที่สุดของการบริโภคก็คือการอบและบริโภคทั้งเปลือกจะได้โภชนาการที่ดีกว่า และหากต้องการเนยกับซาวครีมช่วยให้รสชาติดีขึ้นสักเล็กน้อยก็ไม่ผิดกติกา

9. ไฟเบอร์

มีประโยชน์และช่วยระบบการย่อยอย่างมาก ช่วยให้อิ่มเร็วและไม่บริโภคอาหารอื่นๆเข้าไปมากเกินความจำเป็น ไฟเบอร์ช่วยชะลอความชรา ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและลดปริมาณแอสโตรเจนในกระแสเลือดซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดมะเร็ง แห่งไฟเบอร์ที่ดีคือผักและผลไม้สด ธัญพืช มันฝรั่งและขนมปังโฮลวีท แต่ก็ไม่ควรบริโภคมากเกินไป เพราะจะทำให้ท้องอืดและมีผลต่อระบบลำไส้ ควรเริ่มบริโภคน้อยๆและค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นจะเหมาะกว่า

10. ผักสดต่างๆ

ดีต่อเส้นผม ผิวหนัง นัยน์ตาและระบบอื่นๆของร่างกาย ควรพยายามบริโภคผักสดๆให้มาก โดยเฉพาะผัดใบเขียวเข้มและผักสีสดต่างๆสี หากต้องการพัฒนาความจำควรบริโภคกะหล่ำปลีต้มทุกมื้อกลางวันและเย็นก็จะช่วยได้ดี

11. น้ำผลไม้ช่วยผิวสวย

การดื่มน้ำผลไม้ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารดีๆได้เร็วที่สุด เพิ่มความสดชื่นในฉับพลัน น้ำผลไม้ผสมที่ดีที่สุดก็คือน้ำแอปเปิ้ล แครอทและบีทรูท ทั้ง 3 ชนิดนี้ผสมกันอย่างละ 1 ส่วน แต่ก็ควรระลึกไว้ว่า น้ำผลไม้ไม่มีไฟเบอร์มากเท่ากับการบริโภคผักผลไม้สดๆ ดังนั้น ก็ควรบริโภคผักผลไม้สดวันละจานเป็นอย่างน้อย

12. ปลาเพื่อสุขภาพ

โดยเฉพาะปลาที่อุดมด้วยไขมันโอเมก้า 3 เช่นแซลมอน แมคเคอเรลและทูน่า ทั้งหมดนี้มีไขมันช่วยระบบการทำงานของเซลล์ผิวหนัง ลดความดันโลหิต การบริโภคปลาสัปดาห์ละครั้งจะลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงได้ถึง 50% แคลเซียมจากปลายังมีประโยชน์ต่อผิวหนัง กระดูกและฟันอีกด้วย

13. อย่าลืมถั่วต่างๆ

ถั่วอุดมด้วยสารอาหารมีประโยชน์เช่นเดียวกับผักและผลไม้สด เป็นของขบเคี้ยวยามว่างที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามินบี 1 และแมกนีเซียม ซึ่งมีผลดีต่อระบบประสาท หากไม่ชอบถั่วก็เปลี่ยนเป็นเนยถั่วหรือนมถั่วเหลืองแทน เลี่ยงจากถั่วอบเกลือซึ่งจะเคี้ยวเพลินจนโซเดียมในร่างกายสูงเกินไป ถั่วที่แนะนำคือฮาเซลนัทที่มีโปรตีนสูงที่สุด บราซิลนัทมีเซเลเนียมสูงช่วยชะลอความชราได้ดี

14. ไข่เพื่อสุขภาพ

อาหารชนิดนี้อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียม เหล็ก สังกะสีและวิตามินบี 3 สิ่งที่ควรระวังก็คือ หากเป็นไข่เก่าอาจมีแบคทีเรียซาลโมเลลาที่เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษได้ ดังนั้นควรเลือกซื้อไข่ไก่สดใหม่ที่ปลอดสารพิษและไม่ควรบริโภคไข่ดิบๆ

15. เลือกไก่ดีที่สุด

ไม่ว่าใครจะบอกว่าอย่างไร ไก่ก็เป็นอาหารที่ไม่ไขมันต่ำที่สุดในเนื้อสัตว์ทั้งหมด และยังมีวิตามินสูงด้วย และยิ่งลอกหนังออกด้วยแล้ว ก็จะปลอดภัยมากขึ้น

16. เรื่องพลาดของจอร์ช บุช

ประธานาธิบดีของสหรัฐผู้นี้ ขึ้นชื่อเรื่องเกลียดบร็อคโคลี่ที่สุด ซึ่งผักชนิดนี้นอกจากจะช่วยป้องกันมะเร็งแล้ว ยังช่วยทำความสะอาดร่างกาย และอุดมด้วยธาตุเหล็กและสารต้านอนุมูลอิสระ

17. เป็นป๊อปอายกันดีกว่า

เรียนรู้ที่จะรัก โอลีฟ ออยล์ หรือน้ำมันมะกอก ซึ่งอุดมด้วยคอเลสเตอรอลชนิดดี ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคของหัวใจ พรมน้ำมันนี้ลงในน้ำสลัดเล็กน้อยก่อนบริโภคทุกครั้ง

18. พริกมีประโยชน์

พริกทุกชนิดอุดมด้วยวิตามินซี โดยเฉพาะพริกแดงและเหลือง มีวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 4 เท่า วิธีบริโภคให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือกินสดๆ จะช่วยให้สุขภาพดีของผิวหนัง เหงือกและเส้นผม

19. กล้วยช่วยสุขภาพ

ดีที่สุดหากกินตอนสุก กล้วยอุดมด้วยโปตัสเซียมและวิตามินซี ช่วยป้องกันแผลพุพองของผิวหนัง ลดคอเลสเตอรอลและช่วยขจัดสารพิษจากโลหะที่สะสมค้างอยู่ในร่างกาย เหมาะที่จะเลือกเป็นอาหารเช้า

20. ของโปรดของคุณ

อะไรก็ได้ที่เป็นอาหารโปรดที่อยากบริโภค เพราะการบริโภคเพื่อสุขภาพ ไม่ได้แปลว่าต้องงดของโปรดโดยสิ้นเชิง นั่นเป็นการทำร้ายจิตใจให้สุขภาพแย่ลงด้วย สำคัญคืออย่ากังวลเรื่องบริโภคเกินไป เพราะการกินเพื่อสุขภาพไม่ใข่การทรมาน เมื่อควบคุมการกินให้มีโภชนาการที่ดีได้แล้ว ก็ควรจะกินตามความฝันของตัวเองได้บ้างในปริมาณพอเหมาะสม เท่านี้ก็จะสวยแบบอารมณ์ดีได้แน่นอน
NoNNY

เครื่องสำอางผู้ชายสมัยนี้พุดขึ้นอย่างกำดอกเห็ด 014.jpg

Nivea For Men,Bior' For Man เท่าที่รู้ก้อมีเท่านี้ล่ะมั้ง

ถ้าเอามาโพสเด่วก้อหาว่าโฆษณาอีกแระ 017.jpg ลองไปหาซื้อมาล่ะกัน

โฆษณากันโครม ๆ b.jpg ไม่รู้แนะนำไร อ่านข้างล่างนี้ดีกั่ว


มารู้จักผิวของหนุ่มๆกันดีกว่าค่ะ

ไม่ใช่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น ที่มีลักษณะผิวหน้าที่แตกต่างกันไปตามบุคคล แต่หนุ่มก็มีผิวที่แตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน ทำความรู้จักกับผิวหน้าของตัวเอง เพื่อคัดสรรสิ่งที่เหมาะสมและเลือกวิธีการดูแลผิวให้ดีที่สุด

ผิวธรรมดา
สังเกตได้จาก
• คุณมีผิวที่สม่ำเสมอ
• ไม่มีปัญหาเรื่องจุดหรือรอยด่าง
• ดูเรียบ มีสุขภาพดี และสดใส

เคล็ดลับในการรักษาผิวให้ดูดี
• ปฏิบัติตามหลักการรักษาผิวทั่วไป ใช้น้ำยาล้างหน้าอย่างดีเป็นประจำทุกวัน ขัดผิวหน้าเป็นประจำทุกสัปดาห์
• ทามอยซ์เจอไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้นเป็นประจำวันละครั้ง เลือกมอยซ์เจอไรเซอร์ที่ไม่หนาและหนักจนเกินไป

ผิวมัน
สังเกตได้จาก
• ผิวเป็นมันและสะท้อน โดยเฉพาะในส่วนหน้าผาก จมูก และคาง (เรียกกันว่าทีโซน)
• รูขุมขนเปิดกว้าง มีสิวหัวดำ และสิวอักเสบ
• ดูไม่สดใสและไม่เรียบเนียน

เคล็ดลับในการรักษาผิวให้ดูดี
• รักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน ล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าบ่อยๆ ขัดผิวหน้าสองครั้งต่อสัปดาห์ ใช้มอยซ์เจอไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำมัน
• ใช้มาสค์โคลนสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ช่วยซับไขมัน ขจัดคราบสกปรกและเซลที่ตายแล้วออก และในระยะยาวช่วยให้ขนาดรูขุมขนที่เปิดกว้างลดลง
• ระวังรักษาผิวหน้าให้ดี อย่าใช้เครื่องสำอางที่เป็นการกระตุ้น หรือล้างไขมันธรรมชาติออกมากจนเกินไป จะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้

ผิวแห้ง
สังเกตได้จาก
• ผิวหน้ารู้สึกไม่ค่อยสบายตัวและตึงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังการโกนหนวดหรือการล้างหน้า
• ลอกง่าย เกิดเกล็ดแห้ง หยาบและเป็นริ้วรอย
• ดูแก่กว่าไวเพราะความหยาบ กร้าน และไม่สะท้อนแสงสดใส

เคล็ดลับในการรักษาผิวให้ดูดี
• ใช้น้ำยาล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งขึ้นไปอีก
• ขัดผิวหน้าสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง แต่อย่าขัดแรง และไม่ขัดนาน
• ใช้มอยซ์เจอไรเซอร์อย่างดีวันละสองครั้ง
• ระวังการใช้โฟมโกนหนวดและสบู่ที่ทำให้หน้าแห้ง
• ทายากันแดดเป็นประจำ
• ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในห้องปรับอากาศ ละเว้นแอลกอฮอล์
• รับประทานน้ำมันปลาเป็นประจำทุกวันเพื่อเพิ่มกรดไขมันที่จำเป็น

ผิวแพ้ง่าย
สังเกตได้จาก
• เกิดอาการแพ้กับเครื่องสำอางและครีมโกนหนวดได้ง่าย เป็นผื่นคันและแดง
• เกิดอาการแดงเสมอๆ เมื่อโดนถูกผิว มีเหงื่อ โดนแดด หรือความร้อน
• เกิดปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้
• สังเกตเห็นมีเส้นเลือดฝอยแตกอยู่บนโหนกแก้มหรือจมูก

เคล็ดลับในการรักษาผิวให้ดูดี
• หลีกเลี่ยงทุกอย่างที่มีสารเคมีแรง หรือมีส่วนผสมของน้ำหอม
• หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ เลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับผิวที่แพ้ง่ายเท่านั้น
• หลีกเลี่ยงจากแสงแดด
• ทดสอบเครื่องสำอางทุกครั้งก่อนใช้

ผิวผสม
สังเกตได้จาก
• มีอาการผสมของผิวที่กล่าวมาข้างต้นมากกว่าสองอย่าง
• มักมีบริเวณผิวมันที่หน้าผาก จมูก และคาง
• มักมีบริเวณผิวแห้งโหนกแก้ม

เคล็ดลับในการรักษาผิวให้ดูดี
• ระวังและรักษาผิวหน้าจากผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีแรง และทำให้หน้าแห้ง
• อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความมันสูง
• ลองผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง บนผิวหน้าส่วนที่ต่างๆ กัน เช่นผลิตภัณฑ์ไร้ความมันบนทีโซน และมอยซ์เจอไรเซอร์ที่โหนกแก้ม
• ลองผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับผิวผสม


NoNNY
ควรทำอย่างไร เมื่อเกิดสิว...เพื่อผิวสวย

Credit :เอกสารเผยแพร่จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เรื่องสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ

เรามาดูวิธีง่าย ๆ ในการปฏิบัติเมื่อเกิดสิวกัน
สิว…ไยต้องฝากรอยแผลเป็นไว้


สิวเป็นสิ่งที่วัยรุ่นและหนุ่มสาวทุกคนรุ้จักกันดีหลายคนอาจจะเคยเป็นมาแล้วและมีแผลเป็นฝากรอยไว้เป็นที่ระลึก
ในขณะที่บางคนอาจกำลังมีเม็ดตุ่มแดง ตุ่มมีหนองอยู่บนใบหน้าตามแผ่นกลัง หรือหน้าอก
สิวเป็นสัญญาณของการแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว วัยรุ่นประมาณ 80% เคยเป็นสิวแบบรุนแรง และไม่รุนแรงมาแล้วแทบทั้งสิ้น
หลังจากผ่านช่วงวัยรุ่นเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก็ยังมีโอกาสถูกสิวตามรังควานได้อีก

ศัตรูของความ…น่ารัก

สิวเกิดจากการที่ฮอร์โมนกระตุ้นให้ต้อมไขมันโตขึ้นประกอบกับการอุดตันของต่อมไขมัน
และเชื้อแบคทีเรีย P.acnes บนผิวหนังทำให้เกิดการอับเสบ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่มีส่วนทำให้เกิดสิว ได้แก่
- การใช้เครื่องสำอางบางชนิด เช่นการใช้ออยล์หรือครีมทาผิวผสมตัวยาสตีรอยด์ บางคนอาจแพ้สารเคมีบางชนิดในน้ำมันแต่งผม หรือยาย้อมผม
- การล้างหน้าบ่อยๆ อาจเกิดการระคายเคืองทำให้เป็นสิวได้
- การที่ต้องสัมผัสกับน้ำมัน หรือความร้อน
- การรับประทานยาบางประเภท เช่นฮอร์โมน

วิธีป้องกัน…สิว

สิวเป็นเรื่องธรรมชาติการหลีกเลี่ยงสิวจึงเป็นไปได้ยากแต่ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวกำเริบ
โอกาสเป็นสิวก็จะลดน้อยลง

วิธีปฎิบัติตัวเพื่อป้องกันการเกิดสิวมีดังนี้

- รักษาความสะอาดโดยล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอเพื่อลดความมันบนใบหน้า เวลาล้างหน้าไม่ควรถูแรงๆ
- เลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของไขมัน หรือมีส่วนผผสมของสารเคมีที่ทำให้เกิดสิว
- ควรหลีกเลี่ยงการนวดหน้า
- อย่าใช้มือที่ไม่สะอาดสัมผัสใบหน้า
- อย่าบีบหรือแกะสิว เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็น
- อย่าปล่อยให้ผมมัน สำหรับผู้ที่มีผมมันมีรังแค ควรสระผมบ่อยๆ พร้อมทั้งงดการใช้น้ำมันใส่ผม
- หลีกเลี่ยงความเครียด อารมณ์หงุดหงิดและการนอนดึก
- ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง เมื่อเป็น…สิว

สิวจัดเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งสิวบนใบหน้าบางตำแหน่งอาจเป็นอันตราย โดยเกิดการอักเสบรุนแรงและลุมลามมากขึ้นจนอาจกลายเป็นแผลเป็น วัยรุ่นที่เป็นสิวอักเสบมากๆ อาจมีอาการเจ็บปวดเพราะฝีหนอง
บางคนยังเกิดความกังวลและสูญเสียความมั่นใจในตนเองถึงแม้เป็นสิวเพียงเล็กน้อย

ปัจจุบัน
แม้จะมีการโฆษณาของร้านเสริมสวยบริการรักษาสิวมากมายทั้งตามห้างสรรพสินค้าและย่านชุมชนซึ่งร้านเหล่านี้
จะไม่มีแพทย์ผ็เชี่ยวชาญโรคผิวหนังประจำ แต่อ้างว่าสามารถรักษาสิวได้ถ้าท่านเป็นสิว ไม่ควรให้ร้านเสริมสวยเหล่านี้ทำการรักษา เนื่องจากร้านเสริมสวยไม่มีใบอนุญาตในการประกอบการรักษาโรค
นอกจากนี้ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการอับเสบเพราะติดเชื้อจากเครื่องมือไม่สะอาดอาจกลายเป็นรอยแผลเป็นได้

การรักษาสิวที่ถูกวิธี

ขั้นตอนการรักษาสิว

- ใช้ยาทาเช่น ยาฆ่าเชื้อชนิดครีมหรือโลชั่นยาลอกผิวซึ่งมีฤทธิ์ละลายตุ่มสิวอุดตันทำให้สิวหลุดลอก
- ใช้ยารับประทาน ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ เช่น เตตร้าซัยคลิน อิริโทรมายซิน
- ยาประเภทฮอร์โมน เช่น ไซโปรเทอโรน อะซีเตต
- ยาเรตินอยด์ เช่น ไอโสเตตริโนอิน มีฤทธ์ลดการสร้างซีบุ้มที่ต่อมไขมัน ลด จำนวนเชื้อ P.acnes ลดการอุดตันและการอับเสบของสิวทำให้สิวแห้ง แต่ห้ามผู้รับประทานยานี้ตั้งครรภ์และต้องหยุดการใช้ยาให้ครบ 1 เดือนจึงจะตั้งครรภ์ได้ การใช้ยานี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังเท่านั้น

- วิธีอื่นๆ เช่น การใช้ไอเย็นสำหรับสิวอักเสบ สิวหายโดยไร้ริ้วรอยได้หรือไม่
ริ้วรอยที่เหลือจากการเป็นสิวจะมาน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิวที่เป็นและการรักษาที่ถูกวิธีหรือไม่

การรักษาสิวอาจจะต้องใช้เวลา สำหรับคนที่เป็นเล็กน้อย ใช้แค่ยาทาเฉพาะที่ก็เพียงพอ ส่วนผู้ที่เป็นมาก อาจจะต้องรักษาด้วยยารับประทานติดต่อกันนานจนกว่าจะหาย

ดังนั้นท่านควรรักษาสิวให้ถูกวิธีตั้งแต่แรกเพื่อลดโอกาสการเป็นแผลเป็น หากมีปัญหาควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง


ปล.ไม่ควรบีบสิวเป็นอันขาดนะค่ะ แต่ถ้ามีรอยแผลจากสิวจะทำไงนะเหรอ

มาอ่านต่อข้างล่างเลยค่ะ
NoNNY

รอยแผลเป็นจาก... สิว


ผิวสวยหน้าใสเป็นสิ่งปรารถนาสำหรับทุกท่าน การดูแลสุขภาพผิวที่ถูกวิธีจะช่วยให้ท่านมีผิวพรรณที่ดี ช่วยเสริมบุคลิกภาพ
การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การพักผ่อนที่เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 1-2 ลิตร รวมถึงการหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยการสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม และใช้ยาทากันแดดจะช่วยชะลอปัญหาผิวพรรณ หมองคล้ำหยาบกร้านก่อนวัยอันสมควร อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะได้มีการดูแลผิวพรรณแล้ว แต่มีปัจจัยบางอย่างในแต่ละช่วงอายุที่ทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณ เช่น ปัญหาการเกิดสิวในช่วงวัยรุ่น, ปัญหาฝ้า กระในผู้สูงอายุ


เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งทำให้การทำงานของต่อมไขมันเพิ่มมากขึ้น เป็นผลให้เกิดเป็นสิวอักเสบ บางครั้งทิ้งริ้วรอยไว้เป็นผลและรอยขรุขระที่ผิวหนัง ทำให้วัยรุ่นบางคนขาดความมั่นใจในตนเอง
การแก้ไขปัญหารอยแผลเป็นจากสิวทำได้โดยการ หลีกเลี่ยงสาเหตุกระตุ้นการเกิดสิวซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลเป็น โดยการดูแลสุขภาพผิว เช่น การพักผ่อนที่เพียงพอ หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เช่น ความร้อน แสงแดด มลภาวะจากควันรถยนต์ การแต่งหน้าเข้มเกินไป พยายามหลีกเลี่ยงการบีบ แคะ แกะ เกา เพราะจะทำให้เกิดแผลเป็นเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี แพทย์ผิวหนังมีการรักษาที่ช่วยเหลือในกรณีเกิดแผลเป็นแล้วได้แก่

• การใช้ยาทากลุ่มกรดวิตามิน เอ ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเส้นใยคอลลาเจนทำให้แผลตื้นขึ้น

• การแต้มแผลเป็นด้วยน้ำยา TCA หลังแต้มน้ำยาแล้วจะเกิดสะเก็ดสีดำที่ตำแหน่งแต้มยา สะเก็ดจะหลุดลอกภายใน 1 สัปดาห์

• การทำไอออนโต (Iontophoresis) เป็นวิธีการที่ใช้กระแสไฟฟ้าอย่างอ่อน ๆ ช่วยผลักประจุยาเข้าสู่ผิวหนัง หลังจากทำอาจมีใบหน้าแดงเรื่อ ๆ ซึ่งจะหายไปได้เองภายใน 1 วัน

• การผลัดผิวโดยวิธี MD (Microdermabrasion) เป็นการผลัดผิวโดยใช้หลัก
การพ่นผง Crystal ซึ่งทำด้วยผลึกอลูมิเนียมอ๊อกไซด์ที่มีขนาดเล็กเท่าทรายละเอียด เพื่อขัดผิวส่วนขี้ไคล และหนังกำพร้าส่วนบนให้หลุดไป หลังจากนั้นจะมีการสร้างเซลล์ขึ้นใหม่เพื่อทดแทน
ยังมีการผลัดผิวแบบใหม่ เรียกว่า MD Plus (Microdermabrasion Plus)
เป็นการเพิ่มวิธีการบำบัดผิวโดยการใช้ระบบสูญญากาศนวดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต แล้วจึงพ่นผง Crystal ทำการผลัดผิว ตามมาด้วยการใช้แสง blue light เพื่อลดการอักเสบของสิวอักเสบ

• การรักษาโดยการใช้เลเซอร์ ในปัจจุบันมีเลเซอร์ที่สามารถกระตุ้นเส้นใจคอลลาเจน เพื่อช่วยให้แผลเป็นจากสิวตื้นขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดแผลที่ใบหน้าและไม่มีอาการเจ็บ หลังทำการรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดนี้สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ต้องอาศัยการรักษาหลายครั้ง


การรักษาโดยวิธีดังกล่าวข้างต้นให้ผลการรักษาที่แตกต่างขึ้นกับลักษณะของแผลเป็น
อย่างไรก็ดี ผลที่ได้จากการรักษาคือ
ทำให้สภาพผิวเรียบเนียนขึ้นจากเดิมซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาตามแต่ลักษณะผิวเดิม


ปล.ก่อนทำอะไรควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยงชาญด้วยผิวหนังโดยเฉพาะ

อย่าซื้อสุ่มสี่สุ่มห้ามาทานะค่ะ 22.jpg
UNO
ดีครับ มีประโยชน์
ScoutMF

มีเกี่ยวกับการดูแล รักษา และบำรุง ผมและหนังหัวมะ 24.jpg
NoNNY

แหมจันเย้ง เย็น ค่ะ เด่วมาแน่หนังหัว 17.jpg

เอาดูแลหนังหน้ากันไปก่อน เด่วเอามามีพร้อมแล้ว รอหน่อย 22.jpg


เคล็ดลับความสวยด้วยผลไม้สด


ผลไม้นอกจากจะอร่อยแล้ว คุณรุ้หรือไม่ว่ามันยังมีประโยชน์อีกมากมายอีกด้วย ลองมาดูกันเลย

กล้วย
ผลไม้ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี แถมยังมีให้หากินได้ตลอดทั้งปี ใครๆ ก็รู้ว่ากล้วยนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอและซี ที่จะไปช่วยชดเชยน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติที่เราสูญเสียไปทุกๆ วัน กล้วยจึงช่วยให้เรามีผิวพรรณดีขึ้นได้

วิธีการทำ
- นำกล้วยหอมประมาณครึ่งลูกมาบดให้ละเอียด แล้วผสมกับนมสดหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา
- พอกหน้าทิ้งไว้สัก 20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น
- ทำอย่างนี้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง ผิวหน้าของคุณจะสดใส กระชับ เต่งตึง
++ หากใครเลือกใช้สูตรกล้วยผสมน้ำผึ้ง นอกจากจะนำมาใช้พอกหน้าแล้ว ยังทำเผื่อสำหรับหมักผมได้ด้วย
โดยนำไปหมักผมไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก เพียงเท่านี้คุณก็จะได้เส้นผมที่นุ่มสลวย มีชีวิตชีวา พร้อมใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าวัย

ฝรั่งสด
นี่ก็เป็นผลไม้ที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวัน ใครเลยจะรู้ว่าฝรั่งสามารถช่วยกระตุ้นและทำความสะอาดผิวหน้าได้ดีเยี่ยม นอกจากจะได้รสชาติที่อร่อยแล้ว ยังได้วิตามินซีไปช่วยดูแลร่างกายอีกด้วย

วิธีง่ายๆ คือ
- นำเนื้อฝรั่ง 1 ลูกมาปั่น แล้วเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาทีแล้วล้างออก
ก็จะช่วยให้ใบหน้าที่เคยหมองคล้ำกลับมาผ่อนใสได้
ส่วนน้ำฝรั่งที่เหลือก็อย่าเอาไปทิ้งล่ะ เติมเกลือนิดหน่อย ใครที่ชอบรสหวานอาจใช้น้ำเชื่อมเล็กน้อย มาผสมกันเข้าแล้วดื่ม

มะม่วง
มะม่วงข้อแม้อันดับแรกก็คือ ต้องเป็นมะม่วงสุกเท่านั้นจึงนำมาใช้ได้

วิธีการคือ
- นำมะม่วงสุกมาฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้วใช้ช้อนยีให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
- จากนั้นก็นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที ระหว่างนี้ห้ามขยับใบหน้า ห้ามยิ้ม ห้ามพูดโดยเด็ดขาด
- แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
สูตรนี้จะทำให้ผิวหน้าของคุณเกลี้ยงเกลา สะอาด ไร้รอยเหี่ยวย่น

มะละกอ
สำหรับคนที่มืออยู่ไม่สุข ชอบบีบหรือแกะเม็ดสิวจนทำให้เกิดจุดด่างดำบนใบหน้า วิธีนี้จะช่วยป้องกันการอักเสบ ช่วยกระตุ้นและละลายสิ่งสกปรกออกจากผิวหน้า ทำให้ใบหน้าสดใส และจุดด่างดำก็จะค่อยจางหายไป

วิธีการคือ
- ให้นำมะละกอสุกมาบดให้ละเอียด
- แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาทีค่อยล้างออก


แตงโม
ความชุ่มชื้นของน้ำแตงโมจะช่วยปรับสภาพผิวหน้า หลังการตากแดดให้กลับมามีสภาพดีดังเดิมได้ แค่นี้ผิวพรรณของเราก็จะกลับมาสดชื่นและนุ่มนวลดังเดิม

วิธีการทำง่ายมาก
- โดยการนำน้ำแตงโมงครึ่งถ้วยมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สัก 20-30 นาที
- แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นและตามด้วยน้ำเย็นอีกรอบ
- หรือจะนำเนื้อแตงโมมาฝานบางๆ ไปแช่เย็น แล้วเอามาวางให้ทั่วบนใบหน้าและลำคอ

น้ำส้ม
นอกจากจะอร่อยแล้ว น้ำที่นางเอกนิยมดื่มชนิดนี้ ยังเป็นอาหารสำหรับผิวอย่างดีด้วย เนื่องจากน้ำส้มมีวิตามินซีสูง จึงช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ไม่มัน ช่วยปรับสมดุล กระชับผิว ปราศจากผดผื่น ไม่ทำให้เกิดสิว และฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดีด้วย
การดูแลในหน้าด้วยน้ำส้ม

วิธีทำ
- นำน้ำส้มประมาณ 1/2 ถ้วยมาผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
- แล้วทาหน้าทิ้งไว้ 20 นาทีก่อนล้างออก
- ทำเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง หรือ 2 ครั้ง จะช่วยให้ใบหน้าเรียบเนียนได้


สตรอเบอร์รี่
เมื่อคนอายุมากขึ้น ใบหน้าก็เริ่มมีริ้วรอย และไม่สดใสเหมือนตอนเป็นวัยรุ่น ปัญหานี้สตรอว์เบอร์รี่ช่วยได้

วิธีทำ
- โดยการนำสตรอว์เบอร์รี่ 8-10 ผลมาปั่น ไม่ต้องให้ละเอียดมากนัก
- แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 25 นาที ห้ามขยับใบหน้าระหว่างการพอกหน้าด้วย
- แล้วล้างออก ทำทุกๆ 3 วันผลที่ได้รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง
++ แถมกันทิ้งท้ายอีกหน่อย ด้วยสูตรบำรุงเส้นผมจากสตรอว์เบอร์รี่
ให้นำสตรอว์เบอร์รี่ 5 ผล ไข่ไก่ 2 ฟอง น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา มาปั่นรวมกัน
แล้วนำมานวดหลังการสระผม ทิ้วไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
จะช่วยให้เส้นผมเงางามและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสตรอว์เบอร์รี่โชยแตะจมูกทั้งวัน



เกือบลืมบอกไปว่า สูตรการบำรุงผิวหน้าด้วยผลไม้ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ ควรทำใช้เป็นครั้งๆ อย่าไปผสมทิ้งไว้ เพราะจะให้สูญเสียคุณประโยชน์จากผลไม้ไป

อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องตระหนักคือว่า การบำรุงผิวหน้าด้วยวิธีนี้จะต้องใช้เวลา เพราะร่างกายจะค่อยๆ ปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น ดังนั้นคนที่รักจะสวยด้วยวิธีธรรมชาติ ต้องท่องคำว่า “ใจเย็น” ไว้ให้ขึ้นใจ

หน้าจะเด้งไม่เด้งก้อต้องจ๊ายเย็น ๆ
NoNNY
QUOTE(ScoutMF @ Mar 30 2007, 03:06 PM) [snapback]1852060[/snapback]

มีเกี่ยวกับการดูแล รักษา และบำรุง ผมและหนังหัวมะ 24.jpg


มาแล้วหนังหัว เอานี้ไปก่อนตามมาเรื่อย ๆ ().jpg

เคล็ดลับขจัด "รังแค"

"รังแค" อาจจะเป็นปัญหาต้น ๆ ที่เกิดกับผม ซึ่งหลายคนที่เป็นรังแคอาจเกิดความวิตกว่า ที่เกิดรังแคเพราะสุขภาพผมเราไม่ดีหรือเปล่า ซึ่งอาจจะทำให้เราดูเสียบุคคลิกไปเลยก็ได้ เพราะเวลาจะไปไหนมาไหน ก็ต้องมานั่งกังวล ปัดซ้ายปัดขวากันคนอื่นเห็นรังแค ซึ่งวันนี้เกร็ดความรู้ของเราก็จะมาบอกถึงสาเหตุของการเกิดรังแค และวิธีการรักษาอย่างง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ

1. น้ำอุ่น เพิ่มปริมาณรังแค : การสระผมด้วยน้ำอุ่นจะไปละลายชั้นไขมันบนหนังศีรษะออก ส่งผลให้หนังศีรษะแห้งและลอกเป็นขุย เกิดรังแคในที่สุด จึงควรเลิกสระผมด้วยน้ำอุ่น

2. แดดจัดจ้า : ตัวการทำลายผม ทำให้ผมชี้ฟู ขาดน้ำหนัก และไม่เงางาม แสงแดดจะเข้าไปทำลายโปรตีนในเส้นผม และทำให้ผมหยาบ จึงควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับแสงแดด และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แชมพูที่ช่วยบำรุงเส้นผมอย่างล้ำลึก

3. สิงห์อมควัน ผมเสียไม่รู้ตัว : เพราะควันบุหรี่จะเกาะบนเส้นผมทำให้ผมขาดความมันเงา และส่งผลให้สภาพศีรษะแห้งกว่าปกติ

4. นวดบำบัด ขจัดรังแค : ทุกครั้งที่สระผม ควรนวดหนังศีรษะเบาๆ จะช่วยผ่อนคลายความเครียด และขจัดเซลล์หนังศีรษะที่ตายให้หลุดลอกได้ง่ายขึ้น

5. ควรเลือกแชมพูที่เหมาะสมกับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะ และควรล้างแชมพูให้สะอาดทุกครั้งหลังสระผมเพื่อขจัดสารเคมีที่ตกค้าง

พ.ญ.ภาวาส เทียมเศวต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงด้านหนังศีรษะและเส้นผม กล่าวว่า การกำจัดรังแคทำได้ด้วยวิธีการง่ายๆ
เพียงใช้ยาสระผมที่ช่วยขจัดรังแคอย่างสม่ำเสมอ หลังสระผมควรใช้ผ้าขนหนูที่แห้งสะอาดซับหนังศีรษะและเส้นผม ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าที่เปียกชื้นและไม่ใช้ผ้าร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการเกาที่ทำให้หนังศีรษะเกิดแผลอักเสบ

นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุสังกะสี วิตามินบี ซีและอี อยู่เสมอ เพื่อบำรุงหนังศีรษะ วิธีเหล่านี้เป็นการรักษาปัญหารังแคเบื้องต้น หากมีปัญหาควรรับการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ เท่านี้ปัญหารังแคก็จะไม่มารบกวนคุณอีกต่อไป...

NoNNY

ปัญหาผมร่วง แก้ได้!!!

ปัญหาผมร่วงนั้นนับว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเมื่อเรามีอายุมากขึ้นเส้นผมก็เริ่มหมดอายุลง หลุดร่วงไปบ้าง แต่ก็จะมีการสร้างใหม่ขึ้นทดแทน แต่ในบางคน ผมร่วงก่อนวัย ก็จะไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งเราต้องรู้ถึงสาเหตุของการเกิดผมร่วงด้วยว่าเกิดจากสาเหตุใด เพื่อที่จะหาวิธีป้องกัน ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีการดูแลเส้นผมเพื่อป้องกันผทร่วงเบื้องต้นมาฝากค่ะ แต่ก่อนอื่น ไปดูกันก่อนว่า สาเหตุที่ทำให้เส้นผมเราหลุดร่วงไปได้นั้นมีอะไรบ้าง

สาเหตุหลักที่ทำให้ผมร่วง

ได้รับสารเคมีบ่อยๆ เป็นประจำ เช่น น้ำยาดัดผม, สเปรย์, คลอรีนที่อยู่ในน้ำ
ใช้ยาสระผม และครีมนวดผม ที่ไม่ถูกกับหนังศรีษะ
- เกิดจากความเครียด
- ติดยาเสพติด, ติดบุหรี่
- เป็นโรคร้าย เช่น มะเร็ง
- ขาดสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนจากสัตว์
- ภาวะหลังคลอดบุตร ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ไม่ต้องตกใจนะ ผมที่ร่วงหลุดไป จะมีการสร้างขึ้นมาใหม่อีก

การป้องกันไม่ให้ผมร่วง

- เลือกรับประทานอาหารและของที่มีประโยชน์กับเส้นผม เช่น ธัญพืช, ข้าวกล้อง, งาดำ, เมล็ดทานตะวัน, ฟักทอง
- ควรนวดหนังศรีษะเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพื่อบำรุงรากผมบ้าง
- ควรทำความสะอาดผมอย่างสม่ำเสมอ
- ควรใส่ครีมบำรุงผม ทุกครั้งที่สระผม
- ควรรับประทานแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อรากผม เช่น Biotin ซึ่งมีคนรับประทานเยอะมาก และส่วนมากอาการผมบางจะดีขึ้น มีการสร้างผมใหม่ขึ้นมาทดแทน, Zine ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่เมื่อร่างกายเราขาด จะทำให้ผมร่วง

ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปฏิบัติดูนะค่ะ เพื่อสุขภาพของเส้นผมของคุณเอง
NoNNY

สูตรดูแลผมสวยด้วยน้ำส้มสายชู

หากคุณเลือกได้ระหว่างการจ่ายเงินแพง ๆ ซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผลกับการเนรมิตผมงามด้วยน้ำส้มสายชูหนึ่งขวดซึ่งมีราคาเพียงไม่กี่บาท ทำไมไม่ลองเลือกประหยัดเงินดูล่ะคะ ด้วยเคล็ดลับความงามจากการใช้น้ำส้มสายชู ต่อไปนี้ นอกจากจะช่วยให้คุณมีเส้นผมเป็นเงางามแล้ว ยังช่วยคืนสภาพเส้นผมที่แห้ง และแตกปลายให้กลับมีสุขภาพดีขึ้นด้วย
=======================================
1. เติมน้ำส้มสายชู 4 ช้อน ชาลงในแชมพู 2 ช้อนโต๊ะ ชโลมให้ทั่วศรีษะขณะสระผม
=======================================
2. ใช้น้ำส้มสายชูชนิดใสสำหรับสีผมอ่อน และน้ำส้มสายชูบัลซามิค (Balsamic vinegar) สำหรับผมที่มีสีเข้ม
=======================================
3. น้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) จะช่วยในการขจัดแชมพูส่วนเกินที่ตกค้างอยู่บนหนังศรีษะ และ ปรับสภาพเส้นผมได้เป็นอย่างดีเมื่อใช้ในการล้างผมขั้นสุดท้ายอาจผสมน้ำอุ่น ในปริมาณที่เท่ากันก่อนใช้ก็ได้
=======================================
4. ใช้น้ำส้มสายชูชนิดใสครึ่งถ้วยผสมน้ำมะนาวครึ่งถ้วย หมักผม 10 นาที ก่อนสระผมจะช่วยให้สีผมที่คุณย้อมไว้เข้มขึ้น
=======================================
5. ผสมน้ำส้มสายชู ชนิดที่ทำจาก ไวน์ (Wine Vinegar) กับซอสถั่วเหลือง ใช้หมักผมและทิ้งไว้ 15 นาที ก่อนล้างออกจะช่วยขับสีผมที่เข้มหรือดำให้ดำขึ้นทีละน้อย ทั้งนี้นอกจากซอสถั่วเหลืองจะมีโปรตีนที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงขึ้นแล้ว ยังมีเม็ดสีซึ่งจะช่วยให้ผมดำเข้มขึ้นอีกด้วย


รู้สึกว่าสูตรนี้จะใช้ของ หรูไฮ เกิดไป 017.jpg
NoNNY
ร้อนนี้ปิดเทอมด้วย คงมีคนคิดเปลี่ยนสีผมกันเนอะ เลยเอานี้มาฝาก

แนะทำสีผมให้ปลอดภัยต้องมีความรู้

รศ.น.พ.ปิติ พลังวชิรา ผอ.ศูนย์ผิวหนัง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า วัยรุ่นปัจจุบันนี้นิยมทำไฮไลต์ การทำไฮไลต์เป็นการทำให้สีผมจางลง อ่อนลง หรือเปลี่ยนสีผมเป็นสีต่างๆ ตามแฟชั่น คนที่ทำไฮไลต์จะผ่านการฟอกสี ซึ่งมีผลทำให้สีผมจางลง นอกจากนั้นยังมีผลต่อเคอราตินของเส้นผม และไปเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติอื่นของเส้นผม เช่นทำให้เส้นผมแห้ง หยาบ เปราะ ยุ่งง่าย ผมมีรูมาก ทำให้ผมดูดน้ำได้มาก ผมแห้งช้า อ่อนแอและขาดง่าย

สารฟอกสีผมมีอยู่มากมาย ได้แก่ กลุ่มไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ต้องใช้ร่วมกับสารตัวอื่น เช่นแอมโมเนีย เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นด่างก่อนทำให้ฟอกสีผมได้เร็วขึ้น เพราะถ้าใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อย่างเดียวจะฟอกสีได้ค่อนข้างช้า

กลุ่มเปอร์ซัลเฟต อยู่ในรูปเกลือโซเดียม โพแทสเซียม และแอมโมเนีย แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม เพราะว่ากลุ่มนี้อาจมีการระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีสารโซเดียมเปอร์คาร์บอเนต เปอร์บอเรต แมกนีเซียมไดออกไซด์ หรือแบเรียมไดออกไซด์

ขั้นตอนการฟอกสีต้องอาศัยปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เพื่อจะทำให้เมลานินมีการเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นสารใหม่ซึ่งละลายได้ดีในด่างและเมลานิน ซึ่งเป็นตัวกำหนดให้ผมมีสีดำเหล่านั้นจะถูกกำจัดออกโดยการชำระล้าง ทำให้ผมมีสีจางลง

ในปัจจุบันสารฟอกสีอยู่ในรูปสารละลาย ครีม แชมพู แต่ที่ใช้กันมากที่สุดคือฟอกโดยใช้ส่วนผสมระหว่างโฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และแอมโมเนีย บางรายต้องการให้เส้นผมมีสีจางมากๆ อาจจะใช้สารพวกเปอร์ซัลเฟตร่วม การฟอกสีผมต้องใช้เทคนิคเข้าช่วยด้วยการไม่ควรสระผมก่อน เพราะไขมันบนหนังศีรษะจะถูกชำระล้างไป ทำให้ไม่มีสารไขมันปกป้องผิว จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย เวลาฟอกสีผมควรฟอกบริเวณปลายผมก่อน แล้วจึงฟอกบริเวณโคนผม เพราะโคนผมจะถูกฟอกสีได้ง่ายกว่า เนื่องจากความร้อนบริเวณหนังศีรษะจะทำให้โคนผมตอบสนองต่อน้ำยาเปลี่ยนสีได้มากกว่าส่วนอื่น

หลังฟอกสีผมจะต้องสระผม และเลือกใช้ยาสระผมที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งมักจะมีฟองน้อย และการชำระล้างไม่ดีเท่ายาสระผมธรรมดา เพราะไม่ต้องการทำความสะอาดมากเกินไป ดังนั้นควรสระเพียงเบาๆ ก็เพียงพอ หลังจากนั้นให้ล้างน้ำออกสัก 1 ครั้ง

หลังจากฟอกสีผมแล้ว สามารถแต่งสีผมได้ตามแฟชั่นนิยม ซึ่งเรียกว่าการทำไฮไลต์ อาจมีสีเขียว น้ำตาล แดง ม่วง น้ำเงิน สีทอง สีบรอนซ์ พบว่ามีขายทั่วไปในรูปของเจลสี และหลังจากทำไฮไลต์แล้ว สีเหล่านี้จะเคลือบติดผมอยู่นาน เวลาสระผมด้วยแชมพูสีเหล่านี้สามารถคงอยู่ได้นาน โดยสามารถสระผมได้ประมาณ 20 ครั้งสีจะค่อยๆ จางลง การทำไฮไลต์ในลักษณะนี้ราคาแพง

สำหรับกลุ่มที่ทำไฮไลต์โดยการฉีดสเปรย์หรือใช้มาสคาร่าอาจไม่ต้องฟอกสีโดยใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และแอมโมเนียก่อน สามารถใช้สเปรย์และมาสคาร่าได้เลย แต่ด้วยวิธีนี้สีผมใหม่จะไม่คงทนถาวร สระครั้งเดียวสีจะหลุดออกจากเส้นผม

หากต้องการย้อมผมโดยใช้สีแบบถาวร ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของครีม สีประเภทนี้จะคงทนถาวรต่อการสระผม การแปรงผม การหวีผม และทนต่อแสง หากเลือกวิธีนี้สามารถย้อมผมได้เลย เนื่องจากครีมที่ใช้มักมีสารพวกไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และสีผสมกันอยู่แล้ว พวกนี้มีหลายสีให้เลือก


ข้อควรระวังเมื่อเกิดการแพ้สารฟอกสี ควรจะทดสอบก่อน ถ้าพบว่ามีอาการระคายเคืองควรเลือกใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่เข้มข้นน้อยลงและ
ลดระยะเวลาลง นอกเหนือจากอาการแพ้ระคายเคืองแล้ว ไม่ควรย้อมผมหรือฟอกสีผมขณะที่หนังศีรษะ ใบหน้า คอมีแผล รอยถลอก หรือมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง และถ้าจะทำเองอย่าให้ครีมย้อมผมเข้าตา

AirUpThere720C
สุดยอดเลยนะคับขอบคุนมากรุ้สึกว่าเอามาจากหนังสืออะไรสักอย่างเคยอ่านผ่านๆๆ
UNO
มีแนะนำครีมทาตัวใหม่ หรือสปา ผิวแห้ง มัน แผลเป็นเยอะ
NoNNY
หายไปนานขุดขึ้น มา อึ๊บ อึ๊บ

การจัดการกับรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

วิทยาศาสตร์การแพทย์มีการศึกษาวิจัยอย่างมากมายถึงสาเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นต้นเหตุของการเสื่อมสภาพของผิวหนังคนเรา นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์พบว่าริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังเกิดจากสาเหตุหลัก ๆ 2 ประการ คือ

- เกิดจากรังสีดวงอาทิตย์ มีผลทำลายเซลผิวหนังโดยตรง ทำให้ผิวหนังเกิดริ้วรอย แห้ง เหี่ยวย่น ดำคล้ำและหนาหยาบกร้าน

- เกิดจากอายุที่มากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลง ของร่างกายภายในโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดลง ของฮอร์โมนเพศทำให้เซลผิวหนังมีคุณภาพคุณ สมบัติเสื่อมลง ความยืดหยุ่นลดลง การอุ้มน้ำของเซลผิวหนังลดประสิทธิภาพลง สีผิวซีดลงเพราะเซลสร้างเม็ดสีเสื่อมสภาพ ผิวหนังบางลงเนื่องจากการสร้างเซลผิวหนังน้อยลง พร้อม ๆ กับกระดูกก็บางลงด้วย

ดังนั้นจะพบว่าอาการเหี่ยวย่นของผิวหนังที่เกิดจากปัจจัยแก่แดดแก่ลม จะแตกต่างจากการแก่โดยวัยอย่างสิ้นเชิง งานวิจัยมากมายที่พบว่าทั้งปัจจัยที่ 1 และ 2 สามารถยับยั้งหรือชลอความเหี่ยวย่นของผิวหนังได้ด้วยวิธีต่าง ๆ
การใช้ครีมกันแดดทาให้ทั่วผิวหน้าก่อนการอาบแดดหรือโดนแดดจัด ๆ แรง ๆ จะช่วยปกป้องผิวหน้าได้มาก ส่วนการชลอความเหี่ยวย่นอันเกิดจากอายุที่มากขึ้นนั้นจำเป็นต้องดูแลด้วยวิธีต่าง ๆ พร้อม ๆ กัน ไม่ใช่เพียงการใช้เครื่องสำอางอย่างเดียว เช่น ลดความเครียดในชีวิตประจำวัน เพราะความเครียดทำให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังหดตัว เซลผิวจะเสื่อมไวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น ผิวหนังจำเป็นต้องได้รับความชุ่มชื้นให้มาก เพื่อให้เซลผิวเต่งตึงและมีความยืดหยุ่น

สารที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว กระตุ้นการสร้างเซลใหม่และเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนังซึ่งได้ผ่านการวิจัยมีมากมาย เช่น ว่านหางจระเข้ (อโลวีร่า) วิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมัน กรดผลไม้ สารคอลลาเจนและอีลาสติน คิว-10 กรดไขมัน กรดผลไม้และสารต้านอนุมูลอิสสระต่าง ๆ รวมถึงสมุนไพรหลากชนิด

ปัจจัยสำคัญที่เราควรทราบคือ ทำอย่างไรไม่ให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นมากเกินไป เพราะนั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหนังเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย

ผู้ที่นอนในห้องแอร์ ทำงานในห้องแอร์ อากาศในห้องจะแห้งมาก ผิวหนังจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายและรวดเร็ว และผู้ที่ใช้สารทำความสะอาดที่มีฟองมาก ๆ จะทำให้ผิวหนังแห้งมาก หลังอาบน้ำจึงควรใช้ครีมบำรุงผิว ซึ่งโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยน้ำมัน น้ำ และสารที่ให้ความชุ่มชื้นต่อผิว เนื้อครีมบำรุงจะช่วยเคลือบผิวหนัง ลดการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวหนังสู่บรรยากาศได้มาก

เครื่องสำอางจะเหมือนแฟชั่นเสื้อผ้าของผู้หญิงที่จะมีการวิจัยค้นคว้าเพื่อให้เกิดสินค้าใหม่ ๆ เป็นการแข่งขันกันในเชิงการตลาด สารใหม่ ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคตื่นเต้นแต่สับสน เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ผู้บริโภคจะพบความจริงว่าเครื่องสำอางเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูงมาก ผู้ผลิตและนักวิจัยจึงพยายามหาสารใหม่ ๆ ที่พอจะเป็นประโยชน์ต่อผิวหนังมาเป็นพระเอกและนางเอก ซึ่งความนิยมและราคาก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ดังนั้นผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นมากกับสารใหม่ ๆ ที่มีการโฆษณา แต่ควรพิจารณาการดูแลร่างกายและผิวหนังเราเองโดยหลักการสำคัญ ๆ ตามที่ให้คำแนะนำในตอนต้นแล้ว

การใช้เครื่องสำอางบำรุงผิวจะสามารถช่วยลดและชลอความเสื่อมของผิวหนังได้จริงไม่ต้องสงสัย แต่ควรจะใช้ควบคู่กับการออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดในร่างกาย และการรับประทานอาหารที่เหมาะสม
หากใช้เครื่องสำอางราคาแพงที่คิดว่าดีและได้ผลแต่ไม่ดูแลร่างกายและจิตใจก็คงจะไม่เกิดผล

เครดิต http://www.healthnet.in.th

โดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกูล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
NoNNY

8 อาหารอันตราย! เมื่อท้องคุณว่าง

คุณทราบไหมว่าเมื่อท้องของคุณว่างแล้วคุณรับประทานอาหารเข้าไป อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ควรเลือกชนิดของอาหารเสียก่อน อาหารที่ไม่ควรรับประทาน ขณะท้องว่างมีชนิดใดบ้าง มีบางชนิดที่เราแทบไม่เชื่อเลยล่ะ

กล้วย
เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วย ขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้ง การทำงานของหลอดเลือดหัวใจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างยิ่ง

กระเทียม
เพราะการรับประทานกระเทียมขณะท้องว่าง จะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหาร ได้รับการกระตุ้นเกิด โรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง

ผัก
การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปรกติ

นมและนมถั่วเหลือง
แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหาร มีสารอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย ดังนั้นในขณะที่ท้องว่างจึงไม่ควรรับประทาน

เหล้า
หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

น้ำตาลหรืออาหารหวาน
ไม่ควรรับประทานอาหารหวาน หรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต

ชา
ที่แก่เกินไป ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อย ในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงาน ของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ

ลูกพลับ
ไม่ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้วจะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

นอกจากนั้น ยังไม่ควรอาบน้ำ และออกกำลังกายด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและการออกกำลังกาย ในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
NoNNY

สารและตัวยาที่ทำให้หน้าขาวใสมีสุขภาพดีค่ะ

เลือกคุณค่าดีๆ จากสารอาหารนานาชนิด ที่ครบคุณสมบัติในด้านการถนอมปกป้องผิวพรรณ ทั้งผิวหน้าและผิวกายให้ ความขาวใส อยู่คู่คุณตลอดไป

กลูตาไธโอน Glutathione
ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ต้านการเสื่อมของเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวหน้า ขาวสวยใส เปล่งปลั่งไร้รอยด่างดำ รวมถึงผิวทั่วเรือนร่าง เช่นใต้วงแขน บริเวณขอบชุดชั้นใน (Bikini line) ริมฝีปาก และบริเวณหัวนม ให้ขาวอมชมพู

สารสกัดจากเปลือกสน Pine Bark
ทำให้ผิวขาวใส โดยลดปฏิกิริยาของผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ลดขนาดและความเข้มของฝ้า กระและช่วยปรับสภาพผิวให้กลับขาวใสขึ้น เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์ได้แรง มีสาร OPCs เป็นสารสำคัญ

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น Grape Seed Extract
สาร OPCs ในเมล็ดองุ่น ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำให้เนื้อเยื่อโครงสร้างผิวแข็งแรง ปกป้องเนื้อเยื่อโครงสร้างผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ลดการเกิอริ้วรอย ลดความหยาบกร้าน หมองคล้ำ ทำให้ผิวใส เรียบเนียน

ชาเขียวสกัด Green Tea Extract
ปกป้องและรักษาผิวจากการทำลายของมลภาวะ โดยเฉพาะแสงแดด ช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพผิว ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ช่วยให้ผิวขาวขึ้น ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอย

โคเอนไซม์คิวเทน Coenzyme Q10
ช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว บำรุงผิวให้แข็งแรง ลดการเกิดริ้วรอย ด้วยการเร่งการผลิตคอลลาเจน ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว ทำให้ผิวยืดหยุ่นแข็งแรง

วิตามินซี Vitamin C
เสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยลดการเกิดริ้วรอย ลดการถูกทำลายของเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระ ช่วยคงความแข็งแรงของผิว ช่วยผลัดเซลล์ผิวและเผยผิวขาวเนียนสดใส

สารสกัดจากมะเขือเทศ (Lycopene)
ลดรอยดำ และความหมองคล้ำจากผลกระทบโดยตรงหรือโดยทางอ้อมจากแสงแดด ลดการถูกทำลายของผิว ช่วยปกป้องจาการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย เสริมฤทธิ์กับชาเขียวเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว

วิตามินอี Vitamin E
เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดเลือนริ้วรอย

ซีลิเนี่ยม Selenium
ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำงานเสริมกับวิตามินซี และ วิตามินอี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ Glutathion
NoNNY

ประโยชน์ของวิตามิน

วิตามิน A (Retinol, Betacarotene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxidant ช่วยในการมองเห็น ป้องกันโรคตาบอด บำรุงสายตา บำรุงผิว ผม และเล็บ

วิตามินบี 1 (Thiamine) บำรุงประสาท แก้เหน็บชา ช่วยเผาพลาญคาร์โบไฮเดรต ไปเป็นพลังงาน ถ้าขาดจะหงุดหงิดง่าย

วิตามินบี 2 (Riboflavin) ช่วยเผาพลาญคาร์โบไฮเดรต ถ้าขาดจะเป็นแผลที่มุมปาก ผิวจะแตกอยาบกระด้าง

วิตามินบี 3 (Nicotinamode) ช่วยเผาพลาญไขมัน และคาร์โบไฮเดรต บำรุงผิวหนังและระบบประสาท

วิตามินบี 5 (Pantatenic Acid) ช่วยเผาพลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน ลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด นอนไม่หลับ

วิตามินบี 6 (Pyridoxine) ช่วยบรรเทาอาการก่อนจะมีประจำเดือน แก้แพ้ท้อง บำรุงประสาท ลดอาการไขมันอุดตันในเส้นเลือด

วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin) ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือด บำรุงประสาท ป้องกันอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากโรคโลหิตจาง

กรดโฟลิก (Folic Acid) ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เสริมความจำ โฟเลท ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ และมะเร้งเต้านม ถ้าในเลือดมีโฟเลทต่ำ ทำให้จิตใจหดหู่ ขาดความรู้สึกทางเพศ

วิตามิน C (Ascorbic Acid) ต้านอนุมูลอิสระ สร้างคอลลาเจล ช่วยควบคุมระดับคลอเรสเตอรอล บำรุงผิวพรรณและกระดูก ป้องกันโรคมะเร็ง ลดอาการภูมิแพ้ ช่วยบรรเท่าอาการหวัด

วิตามิน D (Cholecalciferol) บำรุงกระดูกและฟัน

วิตามิน E ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ป้องกันการแข็งตัวของเลือด

วิตามิน K (Menadione) ช่วยการแข้งตัวของเลือด

ไบโอติน (Biotin, Vitamin H) บำรุงเส้นผม ป้องกันผมร่วง


ข้อมูลจาก Multi-Vitamin Forte
NoNNY
7 วิธีทำให้หน้าเด๊ก เด็ก กันนะค่ะ

ใคร ๆ ก็อยากเป็นหนุ่มผิวใส ไร้ริ้วรอยและความหมองคล้ำ แต่วัยที่มากขึ้นรวมทั้งมลภาวะรอบกาย อาจทำให้ผิวค่อย ๆ เหี่ยว แบบไม่รู้ตัวได้ค่ะ

มาเริ่มต้นดูแลผิว เพื่อรักษาความสดใสของผิวกันดีกว่าค่ะ

1. ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ

ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ครีมกันแดด
เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวจากภัยแดดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่นการทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันจึงเป็นเสมือนการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับผิวหน้า ถ้าไม่ได้ไปเผชิญกับแดดแรง ๆ เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ก็พอค่ะและในช่วงกลางวันที่แดดจ้า หลบแดดได้จะเป็นวิธีปกป้องผิวที่ดีที่สุด หรือถ้าต้องไปรับไอแดดกันจริง ๆ ควรสวมหมวกปีกกว้าง สวมแว่นกันแดด และใส่เสื้อผ้าโทนสีเข้ม เนื้อหนา ที่สามารถป้องกันการทะลุทะลวงของรังสี UV ทั้ง UVA ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวคล้ำและมีริ้วรอย และ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้เกรียม

2. อย่ารบกวนผิวมากเกินไป

การรบกวนผิวมากไป ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพผิวแต่อย่างใดการล้างหน้าบ่อยเกินไป หรือขัดถูเช็ดผิวหน้าอย่างรุนแรงเพื่อให้มั่นใจ ว่าสะอาดเพียงพอ กลับเป็นการทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว เพราะอาจทำให้ผิวมีริ้วรอยและหยาบกร้านได้โดยเฉพาะคนที่ผิวแห้ง การล้างหน้าต้องทำอย่างนุ่มนวลเช็ดผิวอย่างเบามือ
เพื่อป้องกันริ้วรอยก่อนวัยนอกจากนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณท์ที่อ่อนโยนต่อผิวด้วย

3. เลือกใช้ผลิตภัณท์ที่มีส่วนผสมของ AHA

AHA หรือ Alpha hydroxy acid มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้นแล้ว ยังช่วยรักษาริ้วรอยจากแสงแดดได้ด้วยซี่งปัจจุบัน เครื่องสำอางส่วนใหญ่ จะมีส่วนผสมของ AHAในปริมาณ 2-15 % ซึ่งมักไม่เป็นอันตรายกับผิว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ควรเลี่ยงที่จะไปตากแดดแรง ๆ เพราะการใช้ AHAจะทำให้ผิวหน้าไวต่อแดดมากขึ้นดังนั้นเพื่อป้องกันการแพ้ ควรใช้ครีมกันแดดร่วมด้วยเสมอ

4. ลดริ้วรอยบาง ๆ ใต้ตาด้วยเรตินอล

เมื่ออายุมากขึ้น ริ้วรอยใต้ตา อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความร่วงโรยของผิวได้ โดยเฉพาะผิวใต้ตา ซึ่งค่อนข้างบอบบาง จึงเกิดริ้วรอยได้ง่าย หากทิ้งไว้
ก็กลายเป็นรอยตีนกาได้คงถึงเวลาที่คุณจะต้องหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล ซึ่งมีคุณสมบัติลดเลือนริ้วรอยจางๆ ได้ดี นอกจากนี้เรตินอลยังช่วยกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจน ทำใหผิวหน้าเต่งตึงขึ้นได้

5. อาหารต่อต้านริ้วรอย

ผู้เชี่ยวชาญท่านได้ศึกษาพบว่า อาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้,ผัก และไขมันต่ำ
จะช่วยให้ผิวพรรณของเราแข็งแรงพอที่จะต่อต้านสิ่งที่จะมาทำลายผิวให้อ่อนแอ จนเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยได้ ค่ะ
โดยเฉพาะแสงแดดภัยตัวฉกาจของการทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของชายหนุ่มค่ะชนิดของอาหารที่แนะนำให้รับประทานก็คือ อาหารที่มีไขมันต่ำลดการรับประทานเนื้อแดงและของหวานลง นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มการรับประทานผักใบเขียว, ผลไม้ เมล็ดถั่วต่างๆ, น้ำมันมะกอกที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว
รวมทั้งเมล็ดธัญพืชต่างๆค่ะซึ่งอาหารดังกล่าวจะอุดมไปด้วยวิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินเอและซี และอี
จะช่วยให้ผิวของคุณแข็งแรงและปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้

6. เว้นอาหารที่ทำลายผิวพรรณ

ไขมันอิ่มตัวในเบคอน ไส้กรอก ไอศกรีม และเนยสด กระบวนการเผาผลาญอาหารเหล่านี้ จะเกิดอนุมูลสารอิสระสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ของร่างกายเหี่ยวย่น และเสื่อมโทรม ส่วนอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป มีผลขัดขวางกระบวนการสร้างคอลลาเจนของเซลล์ผิว ทำให้ผิวหย่อนยาน
เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน คาเฟอีนจะดูดซับความชื้นจากผิว ถ้าคุณติดกาแฟจนยากที่จะเลิก เมื่อคุณดื่มกาแฟ 1 แก้ว ก็ควรดื่มน้ำเปล่าแก้วโต ๆ ตามไป 1 แก้วเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ร่างกายขาดน้ำ และผิวพรรณขาดความชุ่มชื้นไปด้วย เครื่องดื่มแอลกฮอล์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณ ขาดความเปล่งปลั่ง ถ้าคุณเป็นนักดื่ม ทุกครั้งที่ดื่มแอลกฮอล์ อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าแก้วโต 2 แก้ว เพื่อชดเชยไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำ และช่วยป้องกันไมให้ผิวขาดความชุ่มชื้น

7. ใช้ชีวิตอย่างสมดุล

หนุ่มสาวบ้างานทั้งหลาย มีสิทธิ์ผิวหย่อนยาน ไม่สดใส ได้เร็วขึ้นเพราะการทำงานหนัก ชนิดอดหลับอดนอน หรือไม่มีเวลาสำหรับพักผ่อน นอกจากร่างกายจะอ่อนล้าแล้ว
ผิวพรรณก็หมองคล้ำ ทำให้คุณดูทั้งโทรมทั้งเหี่ยวเชียวล่ะ แม้อยากเป็นดาวรุ่งมากแค่ไหน
ก็ควรจัดเวลางานและเวลาส่วนตัวให้สมดุลมีเวลาสำหรับการออกกำลังกาย
และได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ผิวแข็งเรง ไม่หย่อนยานก่อนวัยหากปล่อยให้ความเครียดสุมหัว จนไม่มีเวลาคลายเครียด นานวันเข้า ผิวพรรณก็ร่วงโรย จนเกินเยียวยา เครื่องสำอางมหัศจรรย์ที่ว่าแน่ๆ ก็ไม่อาจจะช่วยฉุดรั้งความสดใส และความเปล่งปลั่งของผิวกลับคืนมาได้หรอกค่ะ

NoNNY

สูตรเด็ด 17 สูตร ลองไปทำกันดู (รับรองว่าเด็ด)


สูตรขจัดสิวหัวดำ
นำมะเขือเทศสดมาปั่นรวมกับข้าวโอ๊ตให้เข้ากัน แล้วผสมน้ำผึ้งสักเล็กน้อยนำมาทา บนใบหน้าให้ทั่ว เน้นเป็นพิเศษบริเวณที่มีสิวหัวดำ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น

มาร์คพอกหน้าสูตรใบเตย
นำใบเตย 4 - 5 ใบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปปั่นรวมกับไข่ไก่ 2 ช้อนโต๊ะจะได้มาร์คพอกหน้าเป็นครีมข้นๆ หอมกลิ่นใบเตย พอกหน้าไว้ประมาณ 5 - 10 นาที แล้วล้างหน้าตามปกติ

ถนอมผิวหน้าด้วยโยเกิร์ต
ล้างหน้าให้สะอาด ซับเบาๆ ด้วยผ้าขนหนู แล้วใช้มือแตะโยเกิร์ต (ให้ใช้ชนิดที่ไม่ผสมเนื้อผลไม้) มาพอกให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบปากและดวงตา นวดและคลีงเบาๆ พอกไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออก หมั่นทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ผิวจะเปล่งปลั่งสดใสอมชมพูทีเดียวค่ะ

ครีมพอกหน้าสำหรับสาวผิวมันและผิวผสม
ให้ใช้แตงกวา 1 ผล ไขไก่ 1 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่ขาว) และมะนาว 1 เสี้ยว หั่นแตงกวาเป็นแว่นบางๆ นำไปปั่นพร้อมกับไข่ขาวและบีบน้ำมะนาวลงไป ปั่นจนละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบปากและดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างหน้าตามปกติ หมั่นทำบ่อยๆ ทุกสัปดาห์ จะช่วยลดความมันส่วนเกิน และยังช่วยสมานผิวหน้า กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน เต่งตึง และนวลนุ่มชุมชื่น

เพื่อเรียวขาสวย
ก่อนนอน นำมะนาวเปรี้ยวๆ สักหนึ่งเสี้ยว บีบลงในดินสอพองพอหมาด ทาให้ทั่วขา ทิ้งไว้สักหนึ่งคืน รุ่งเช้าค่อยล้างออก แม้จะไม่ทำให้ขาเนียนขึ้นทันตาเห็น แต่หากทำเป็นประจำ ยืนยันว่าได้ผลค่ะ

ลบรอยกระด่างดำบนใบหน้าด้วยมะละกอสุก
นำมะละกอสุกมายีให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้ สัก 10 นาที แล้วจึงล้างออก จะช่วยให้ ใบหน้าที่มีรอยด่างดำดูดีขึ้น

สูตรรักษาฝ้า
คั้นน้ำมะขามเปียก ให้ค่อนข้างใสสักหน่อย ตั้งไฟอ่อน รอจนสุก จึงใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้ต้องทำพร้อมกัน คือมือหนึ่งเท อีกมือก็คนให้ทั่ว นำมาทาหน้า วันละ 1 ชั่วโมง ช่วยรักษาฝ้า และทำให้ผิวหน้านวลใสขึ้น

สูตรสาวหน้าใส
ส่วนผสม น้ำผึ้ง น้ำมะนาว ผสมน้ำผึ้ง 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนชา เข้าด้วยกัน นำมานวดให้ทั่วใบหน้า มะนาว จะช่วยขจัดเซลล์ผิว เหมือนครีมที่มีส่วนผสม AHA นั่นแหละ ส่วนน้ำผึ้ง ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น นวดประมาณ 15 นาที

สูตรลดริ้วรอย
เลือกใช้ผลไม้ที่หาง่าย จะเป็นแอปเปิ้ล กล้วยหอม แตงกวา หรือมะเขือเทศก็ได้ค่ะ ใช้ปริมาณ 1 ถ้วย นำมาปอกเปลือกและเอาเมล็ดออก นำไปปั่นให้เนื้อละเอียด นำเนื้อผลไม้ที่เตรียมไว้ มาพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก และล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นอีกครั้ง จะทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม เกลี้ยงเกลา แลดูสดใส

สูตรกระชับรูขุมขน
กล้วยหอม แตงกวา มะเขือเทศ (เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง) ปอกเปลือก เอาเมล็ดออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมนมเปรี้ยวหรือน้ำผึ้งลงไป นำไปปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อครีม นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยทำความสะอาดใบหน้า และช่วยกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

สูตรพิฆาตสิวเสี้ยน
นำไข่ขาว มาทาบางๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน แล้วใช้กระดาษทิชชูหรือกระดาษซับหน้าแค่ชั้นเดียว วางทับลงไป รอให้แห้ง แล้วค่อยๆ ดึงกระดาษออก โดยดึงจากมุมด้านล่าง สิวเสี้ยนที่เคยเป็นเสี้ยนหนามตำใจจะหลุดออกมาอย่างง่ายดายค่ะ

เคลนเซอร์สำหรับทุกสภาพผิว
โยเกิร์ต 1/2 ถ้วยน้ำมันดอกทานตะวัน 1 ช้อนโต๊ะน้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (คั้นสดๆ นะคะ) นำส่วนผสมทั้งหมด มาผสมให้เข้ากัน พอกให้ทั่วหน้าทุกเช้าและก่อนนอน แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอีกด้วย


สูตรสาวผมสวย
ผมนุ่มสลวยด้วยแชมพูจากมะกรูด วิธีทำ ใส่น้ำ 2 แก้ว ลงไปต้มให้เดือด ใส่มะกรูด 1 ลูก ผ่าซีกลงไป ปิดฝาปิดไฟ ทิ้งไว้ 5 นาที นำมากรองเอาแต่น้ำ นำน้ำมะกรูดที่ได้มาสระผม จะช่วยให้ผมนุ่มสลวยแถมและไร้รังแคด้วยค่ะ

ครีมนวดผมสำหรับผมแห้ง

น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ไข่แดง 1 ฟอง นำมาตีให้เข้ากัน นวดให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงจะทำให้ผมนิ่มสลวย ดูมีน้ำหนัก และจัดทรงง่าย

ผมสวยด้วยแชมพูไข่
ถ้าผมแห้งมาก ใช้ไข่ 1 ฟอง เลือกเอาเฉพาะไข่แดง ตีให้ละเอียดผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย หลังจากสระผมนำมาหมักให้ทั่วเส้นผม โดยทิ้งไว้ 10 นาที จึงล้างออก จะทำให้เส้นผมนุ่มสลวย ไม่หยาบมือ

ทรีทเม้นท์ไข่และแตงกวา

เม้นท์ไข่และแตงกวานำไข่ (ใช้ทั้งไข่ขาวและไข่แดง) ตีให้เข้ากัน เติมน้ำมันมะกอกลงไปในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน นำมาผสมกับแตงกวาซึ่งปั่นจนละเอียด (ใช้ 1/4 ลูก) พอกให้ทั่วเส้นผมประมาณ 10 นาที ทำเพียงเดือนละครั้ง ช่วยบำรุงผมให้นิ่มสลวย เหมาะกับผมที่แห้งกรอบจากความร้อน

ครีมนวดผมสูตรน้ำผึ้ง
น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย น้ำมันมะกอก 1/4 ถ้วย ถ้าผมไม่แห้งนักใช้เพียง 2 ช้อนโต๊ะก็พอ

100z
เจ้ ทำ สารบัญหน่อยจิ
gayray
[b][/ขอบคุณมาก ๆ สำหรับเคล็ดลับดี ดี ขอลองเอาไปใช้เลยนะ
NoNNY
มาลดความอ้วนกันเถอะ โครงการควบคุมอาหาร 13 วัน

จุดประสงค์ของโครงการนี้ เพื่อปรับปรุงการเผาผลาญอาหารของร่างกาย หลังจากครบ 13 วันแล้วจะรับประทานอาหารได้ตามปกติ น้ำหนักจะไม่ขึ้นเป็นเวลา 12 ปี
ข้อสำคัญ หากทำตามตารางนี้อย่างเคร่งครัดจะลดน้ำหนักได้ประมาณ 7-20 กิโลกรัม ปริมาณอาหารในช่วงควบคุมอาจจะไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย แต่ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้เสียสุขภาพ เพราะส่วนที่ขาดภายในร่างกายจะทำปฏิกิริยาการเผาผลาญไขมันที่สะสมตามร่างกาย
มาใช้เป็นพลังงานทดแทน

ระยะเวลา 13 วันนี้ ห้ามดื่มเบียร์ ไวน์ สุรา หมากฝรั่ง ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารอื่นๆแม้เพียงเล็กน้อย การควบคุมอาหารครั้งนี้จะไม่บังเกิดผลใดๆเลย และหากจะเริ่มต้นใหม่ต้องกระทำหลังจาก 6 เดือนไปแล้ว ถ้าควบคุมอาหารได้ถึง 6 วัน ก็จะสามารถเริ่มต้นควบคุมใหม่ได้หลังจาก 3 เดือนไปแล้ว
ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่สามารถควบคุมได้ครบตลอด 13 วัน ท่านจะเป็นผู้มีรูปร่างสมส่วนตามที่ต้องการ และถ้าต้องการควบคุมอีก
ต้องหลังจาก 1 ปีไปแล้ว แต่ถ้าเลย 2 ปีไปแล้วจะดีที่สุด

ข้อแนะนำ หากคุณรู้สึกหิวนอกเหนือจากเวลาที่กำหนด ให้ดื่มน้ำมากๆ ห้ามดื่มหรือทานอย่างอื่นแทนเป็นอันขาด


หมายเหตุ

1. กาแฟดำ ใส่น้ำตาลได้ 1 ก้อน
2. ผักต้ม ถ้าใช้ผักขมไทยก็จะดี (ใช้ผักกาดขาว หรือกวางตุ้งแทนก็ได้)
3. มะเขือเทศ ผลใหญ่ 1 ผล ถ้าผลเล็กใช้ 2-3 ผล
4. เนื้อไก่อบ ใช้เนื้อสัน หรือเนื้อหน้าอก ไม่ติดหนัง 2 ขีด
5. สลัด ใช้ผักกาดหอม 1 ต้นเล็ก หอมใหญ่ 1 หัว แตงกวา 2 ลูก (หั่นรวมได้ผัก 1 จาน)
6. น้ำสลัดใส ใช้ 1 ถ้วย ( 3-4 ช้อนโต๊ะ)
7. น้ำมะนาว ใช้มะนาวสด 1-2 ผล ชงน้ำร้อนใส่เกลือ ใส่น้ำแข็งดื่มได้
8. โยเกริ์ต ถ้ามีรสจืดจะดีมาก ถ้าหาไม่ได้เลือกรสที่ชอบ
9. ผลไม้สด 1 ผล เช่น แอปเปิ้ล ชมพู่ มะม่วง ส้ม กล้วย
10. ใช้ปลาช่อนแทนปลากะพงได้
11. น้ำเปล่าดื่มได้ทั้งวัน วันละ 2-3 ลิตร

นอกเหนือจากรายการอาหารนี้ ถ้าหิวให้ดื่มน้ำเปล่าแทนได้อย่างเดียว


ตารางควบคุมอาหาร 13 วัน

วันที่ 1
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย
อาหารกลางวัน - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง /ผักกาดต้ม 3 ขีด /มะเขือเทศสด 1 ผล
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด /น้ำมะนาว

วันที่ 2
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย
อาหารกลางวัน - เนื้อหมูอบ 2.5 ขีด /โยเกริ์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด /น้ำมะนาว /ผลไม้ 1 ผล

วันที่ 3
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย/ ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารกลางวัน - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง /เนื้อหมูอบ 1 ขีด / สลัด /น้ำมะนาว
อาหารเย็น - คื่นช่ายต้มสุก 3 ขีด/ มะเขือเทศ 1 ผล /ผลไม้ 1 ผล

วันที่ 4
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย /ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารกลางวัน - น้ำส้มคั้น 1 แก้ว/ โยเกริ์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น - ไข่ต้มแข็ง 1 ฟอง / แครอทสด 1 หัว/นมจืด 1 กล่อง

วันที่ 5
อาหารเช้า - แครอทสด 1 หัว(ราดด้วยน้ำมะนาว)
อาหารกลางวัน - เนื้อปลากะพงนึ่ง 2 ขีด
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด

วันที่ 6
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย/ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารกลางวัน - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง/ แครอทสด 1 หัว
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด/ สลัด /น้ำมะนาว

วันที่ 7
อาหารเช้า - ชา 1 ถ้วยไม่ใส่น้ำตาล/ ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารกลางวัน - น้ำเปล่าอย่างเดียว
อาหารเย็น - หมูอบ 2 ขีด / ผลไม้ 1 ผล

วันที่ 8
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย
อาหารกลางวัน - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง /ผักกาดต้ม 3 ขีด /มะเขือเทศสด 1 ผล
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด /น้ำมะนาว

วันที่ 9
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย
อาหารกลางวัน - เนื้อหมูอบ 2.5 ขีด /โยเกริ์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด /น้ำมะนาว /ผลไม้ 1 ผล

วันที่ 10
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย/ ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารกลางวัน - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง /เนื้อหมูอบ 1 ขีด / สลัด /น้ำมะนาว
อาหารเย็น - คื่นช่ายต้มสุก 3 ขีด/ มะเขือเทศ 1 ผล /ผลไม้ 1 ผล

วันที่ 11
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย /ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารกลางวัน - น้ำส้มคั้น 1 แก้ว/ โยเกริ์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น - ไข่ต้มแข็ง 1 ฟอง / แครอทสด 1 หัว/นมจืด 1 กล่อง

วันที่ 12
อาหารเช้า - แครอทสด 1 หัว(ราดด้วยน้ำมะนาว)
อาหารกลางวัน - เนื้อปลากะพงนึ่ง 2 ขีด
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด /สลัด

วันที่ 13
อาหารเช้า - กาแฟดำ 1 ถ้วย/ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารกลางวัน - ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง/ แครอทสด 1 หัว
อาหารเย็น - เนื้อไก่อบ 2 ขีด/ สลัด /น้ำมะนาว


เครดิต เว็บคะฉิ่น
NoNNY

เรื่องของ AHA

เมื่อคนเราอายุมากขึ้นการผลัดเซลล์ผิวจะช้าลงกว่าเด็กๆค่ะ AHA สามารถช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวได้ จึงช่วยให้สีผิวสว่างขึ้นได
้(โดยเฉพาะAHA ความเข้มข้นสูงคือตั้งแต่ 30% ขึ้นไปซึ่งต้องพิจารณาใช้โดยแพทย์เท่านั้นค่ะ)ใช้ในระยะยาวๆช่วยลดริ้วรอยได้บ้างด้วยค่ะ ส่วนAHAความเข้มข้นต่ำที่มีขายนิยมใช้กันทั่วไปใช้เป็นประจำทุกวันก็ช่วยได้เหมือนกันค่ะ แต่ข้อเสียก็คือทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้นหลังใช้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันค่ะ


ผลของ AHA ต่อผิวหนัง

1. AHA จะทำให้เซลล์ผิวหนังกำพร้าชั้นบน ที่เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ซึ่งก็คือ ขี้ไคล นั่นเอง มีการหลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น
ซึ่งโดยปกติการหลุดลอกของผิวนี้ จะมีการพอกพูนหนาขึ้น และลอกออกยากขึ้นตามอายุ และทำให้ผิวดูหยาบกร้าน ดังนั้นผลของ AHA ต่อผิวหนังชั้นบนนี้
จะทำให้ผิวหนังส่วนนี้หลุดลอกง่ายขึ้น ทำให้ดูมีผิวเปล่งปลั่งสดใสมากขึ้น

2. AHA จะช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนังจาก Basal cells ซึ่งเป็นเซลล์ใต้ผิวหนัง ให้มีการเร่งการสร้างผิวใหม่ทดแทนผิวเก่า
ที่หลุดลอกออก ทำให้มีการสร้างผิวใหม่ขึ้นมา และผิวมีสุขภาพดีขึ้น

3. AHA จะกระตุ้นเซลล์หนังแท้ ให้มีการสร้าง คอลลาเจนไฟเบอร์ (Collagen fibers), อีลาสติดไฟเบอร์ (Elastic fibers),
Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นองค์ประกอบของหนังแท้ โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้น ชั้นผิวหนังจะบางลง และทำให้ผิวมีการยุบตัว
หย่อนยาน มีริ้วรอยย่น ดังนั้นเมื่อใช้ AHA ก็จะช่วยให้มีการสร้างผิวให้หนาขึ้น ลดลอยย่นและริ้วรอยต่างๆ ได้

4. AHA ที่ใช้ในความเข้มข้นสูง จะทำให้ชั้นหนังกำพร้าแยกตัวออกจากหนังแท้ ซึ่งนำไปใช้รักษาโรคผิวหนังบางชนิด เช่น กระเนื้อ, หูด เป็นต้น

5. AHA เชื่อว่าสามารถทำให้ยาอื่น ออกฤทธิ์ต่อผิวหนังได้ดีขึ้น โดยทำให้ยาสามารถดูดซึมเข้าผิวหนังได้ดีขึ้น
เราจึงพบ AHA ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์รักษา สิว, กระ, ฝ้า, รอยด่างดำ, แผลเป็น ฯลฯ


อาการข้างเคียงของ AHA

1. AHA อาจจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ จะรู้สึกคันยิบๆ ซึ่งใช้ต่อไปเรื่อยๆ อาการนี้อาจหายได้ แต่ถ้าใช้ AHA
ในความเข้มข้นสูง อาจทำให้เกิดอาการแสบผิวได้ โดยขึ้นกับความเข้มข้นที่ใช้ ระยะเวลา และสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย

2. อาการผิวลอก เกิดจากผิวหนังกำพร้าแยกตัวออกจากหนังแท้ ดังที่กล่าวไว้ว่า AHA ในความเข้มข้นสูง
จะทำให้มีการแยกตัวของหนังกำพร้า กับหนังแท้ ซึ่งทำให้มีอาการแดงและแสบผิว ขึ้นกับระยะเวลาที่สัมผัสกับผิว และสภาพความไวของผิวด้วย

3. AHA ในความเข้มข้นสูงอาจทำให้เกิดรอยด่างดำได้



การเลือกใช้ AHA

ควรเริ่มใช้ AHA ในขนาดต่ำก่อน เช่นประมาณ 4-5% สำหรับผู้ที่ผิวบอบบาง หรือแพ้ง่าย สำหรับผู้ที่มีผิวมัน หรือหยาบกร้าน
สามารถเริ่มใช้ได้ที่ความเข้มข้น 10-15% แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยถ้าเป็นผิวมันควรเลือก AHA ในรูปที่เป็นเจล หรือเป็นสารละลาย (Solution) ในขณะที่ผู้ที่มีผิวแห้ง
ควรเลือกใช้ในรูปแบบที่เป็น ครีม หรือโลชั่น

จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันมีการใช้ AHA อย่างกว้างขวางในผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ โดยมีสรรพคุณสามารถป้องกัน ริ้วรอย, รอยเหี่ยวย่น, ทำให้หน้าใส ฯลฯ
เนื่องมาจากการที่ AHA เป็นสารที่มาจากธรรมชาติ ทำให้รู้สึกว่าเป็นสารที่ปลอดภัย ไม่มีการสะสม และไม่เป็นอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ
แต่ถึงกระนั้น AHA ก็ไม่ได้เป็นสารมหัศจรรย์ ที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีไปหมด เนื่องจาก AHA ยังมีอาการข้างเคียง ถ้าใช้ในความเข้มข้นสูง
และผู้ที่มีผิวที่แพ้ง่าย โดย AHA เป็นเพียงตัวช่วยเสริมให้ยาตัวอื่นทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ผลิตภัณฑ์ดูดีขึ้นด้วย
ส่วนใหญ่แล้ว เครื่องสำอางมักจะใช้ AHA
ในขนาดความเข้มข้นต่ำ ประมาณ 2-15% เพราะใช้ได้อย่างปลอดภัย และไม่ระคายเคืองผิว แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกัน
ที่บางคนเมื่อใช้แล้วอาจจะไม่เห็นผลของ AHA เลยก็ได้

NoNNY
เคล็ดลับดีๆเพื่อสุขภาพที่ดี

อาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุด

ในสังคมปัจจุบันนี้เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ที่คนส่วนใหญ่มิได้ให้ความสำคัญกับอาหารเช้า เนื่อง จากต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาเพื่อไปเรียนหรือไปทำงาน คนไทยเราจะให้ความสำคัญกับอาหารเย็น
เน้นว่าเป็นมื้อที่ต้องรับประทานอาหารหนักๆ มากกว่ามื้อกลางวัน ส่วนมื้อเช้านั้น
บางคนข้ามไปเลย บางคนก็ดื่มกาแฟเพียง 1 ถ้วยเท่านั้น สังเกตให้ดีจะพบว่าคุณจะรู้สึกไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าถ้ามื้อเช้าคุณไม่ได้ให้สารอาหารที่ร่างกายต้องการ คืออาหารโปรตีนสูงและไขมันอย่างพอเพียง อาหารเช้าที่หนักเกินไปก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ร่างกายต้องการเพียงสารอาหารที่ครบถ้วนในปริมาณไม่มากนัก
เพื่อที่คุณจะได้มีกำลังวังชา สมองปลอดโปร่ง กระปรี้กระเปร่า พลังงานจะอยู่ในร่างกายคุณเป็นเวลานานและ
ทำให้คุณไม่หิวบ่อยถ้าได้รับประทานอาหารเช้าที่ดี
อาหารเย็นไม่ควรเป็นมื้อหนักสำหรับคุณ เพราะคุณอาจยังไม่รู้สึกหิวในมื้อเช้า

แก้อาการแสบกระเพาะอย่างไร

โรคกระเพาะอาหารนั้นมีอาการปวดท้องและแสบกระเพาะซึ่งเป็นเรื่องแสนทุกข์ทรมานอย่าง ยิ่งสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร วิธีง่ายๆ ที่คุณสามารถบำบัดเยียวยาอาการปวดแสบนั้นให้หายไปได้ก็คือ รับประทานอาหารแต่ละมื้อแต่ละวันเพียงเล็กน้อยพออิ่ม อย่ารับประทานมากๆ เพียงเพื่อความอร่อยเท่านั้น โดยเฉพาะอาหารเปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ควรงดเด็ดขาด การรับประทานกล้วยกับน้ำผึ้งหรือรับประทานเนยถั่วก็เป็นเมนูพิเศษ
ที่ดีสำหรับป้องกันอาการปวดแสบหรือแสบเกี่ยวกับแผลในกระเพาะ แต่ไม่จำเป็นต้องรับประทานมากๆ
เพียงครั้งคราวก็พอแล้ว หัวใจสำคัญอยู่ที่การรับประทานอาหารน้อยๆ เท่านั้นเอง และมีอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการแสบกระเพาะได้ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือการสูบบุหรี่ ซึ่งคุณควรเลิกทันทีตั้งแต่เริ่มเป็นโรคกระเพาะ

กินวิตามินซี ห่างไกลอาการเลือดออกตามไรฟัน

ถ้าช่วงใดที่คุณพบว่ามีเลือดออกตามไรฟันในขณะแปรงฟัน ตอนเช้าหรือก่อนนอน หรือบาง ครั้งก็มีเลือดออกมาตามไรฟันทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อยู่ในช่วงแปรงฟัน คุณจะต้องตระหนักทันทีว่าร่างกายขาดวิตามินซีแล้วในช่วงนั้น การเติมวิตามินซีให้ร่างกายอย่างพอเพียงนั้นก่อนอื่นคุณต้องรู้ว่า
คนเราต้องการวิตามินซีมากน้อยเท่าใดในแต่ ละวัน สำหรับวัยผู้ใหญ่ควรได้วิตามินซีวันละ 40 มิลลิกรัม เด็กๆ ต้องการวิตามินซีประมาณ 30 มิลลิกรัม คนเราจะต้องกินอาหารที่มีวิตามินซีให้พอเพียงทุกๆ วัน เพราะวิตามินซีจะไม่ได้ถูกร่างกายเก็บสะสมไว้ แต่จะขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะ ถ้าคนเรากินวิตามินซีมากเกินกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้
ดังนั้นคุณต้องกินวิตามินซีทุกๆ วัน ไม่ใช่กินวันนี้มากๆ เผื่อวันอื่นๆด้วย เพราะไม่ว่าจะกินมากอย่างไรร่างกายก็ดูดซึมไปไม่หมดแน่ แต่การกินวิตามินซีมากๆ
นั้นไม่มีอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย ยิ่งจะมีประโยชน์ด้วยสำหรับการขับถ่าย โดยเฉพาะถ้าคุณกินวิตามินซีจากแหล่งอาหารอย่างผักและผลไม้
ถ้าคุณรับประทานมะม่วงดิบ 100 กรัม ก็จะได้วิตามินซีประมาณ 60 มิลลิกรัมอย่างสบายๆ

หอมหัวใหญ่ไม่ใช่ตัวประกอบ

ในอาหารจานต่างๆ ที่มีหอมหัวใหญ่ประกอบอยู่ด้วยนั้นส่วนใหญ่ดูเหมือนว่ามันเป็นเพียงตัว ประกอบที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารจากนั้น
มิได้เป็นตัวเด่นตัวเอกแต่อย่างใด แต่แท้จริงแล้วหอมหัวใหญ่เป็นแหล่งวิตามินและแร่ธาตุสำคัญๆ มากมายเช่น
แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี เอ บี1 และบี2 โดยเฉพาะ "กำมะถัน"
คือแร่ธาติสำคัญที่จะบันดาลผิวพรรณอันเปล่งปลั่งสดใสให้กับคุณได้อย่างวิเศษ
ซึ่ง มีกำมะถันในหอมหัวใหญ่มากมายทีเดียว ถ้าคุณรับประทานหอมหัวใหญ่สม่ำเสมอผิวพรรณของคุณจะดูผุดผ่อง มีสีเลือดฝาด บ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีของผิวความเนียนละมุนละไม
จะเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหอมหัวใหญ่ทำให้คุณขับถ่ายสะดวกสบายและ
ยังทำให้นอนหลับได้ง่ายแบบสบายๆ อีกด้วย คนที่เป็นหวัดง่ายหรือแพ้อากาศก็ควรรับประทานหอมหัวใหญ่เสมอๆ ซุปมันฝรั่งใส่หอมหัวใหญ่ ไข่เจียวหอมหัวใหญ่ ยำต่างๆ สลัดต่างๆ เหล่านี้คือเมนูหอมหัวใหญ่ที่คุณควรใส่ใจ

มะเขือเทศอาหารวิเศษเพื่อสุขภาพ

มะเขือเทศฝานบางๆ สีแดงอมส้มสดใสน่ากินมักกลายเป็นเครื่องประดับอาหารจานอร่อย หลากหลายรายการ เป็นต้นว่าข้าวผัด ยำต่างๆ ของทอดของว่างต่างๆ โดยที่บางท่านไม่แตะต้องมันเลยสักชิ้น แต่คุณรู้บ้างไหมว่า
ถ้าคุณรับประทานมะเขือเทศเพียงวันละ 1-2 ลูกเท่านั้น จะให้ประโยชน์ต่อร่างกายของ คุณมากมายมหาศาลเพียงใด
ต้านโรคความดันโลหิตสูง บำรุงดวงตา บำรุงสายตา บำบัดอาการปัสสาวะขัด
บำรุงเหงือกและฟัน ป้อง กันหลอดเลือดแข็งตัว เยียวยาโรคเลือดออกตามไรฟัน ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ คุ้มกันไม่ให้เป็นหวัดง่าย แก้ท้องผูก บำรุงผิวพรรณ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้…ถ้าคุณรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำสม่ำเสมอ วันละ 1-2 ลูกทุกวัน สุขภาพของคุณก็จะสดชื่นแข็งแรงและได้ประโยชน์
จากสรรพคุณอันแสนวิเศษของมะเขือเทศทั้งหมดนั้นอย่างแน่นอน
NoNNY

อายุมากไม่ควรกินยามาก

เมื่อคนเรามีอายุสูงขึ้นความเจ็บไข้ได้ป่วยมักจะมาเยือนอยู่บ่อยๆ คนที่มีอายุมากขึ้นจึงหลีก เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องรับประทานยานานาชนิดอยู่เป็นประจำ
แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่เรายังไม่ตระหนักกันว่ายาบางชนิดที่คนสูงอายุต้องรับประทานเข้าไปบ่อยๆ
หรือทุก วี่ทุกวันนั้นกลับไปทำให้คนสูงอายุตกอยู่ในสภาวะที่ร่างกายขาดสารอาหาร ยาบางชนิดจะขับวิตามินและแร่ธาตุสำคัญออกไปจากร่างกาย
เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค ไนอาซิน และปริมาณสังกะสี แมกนีเซียม โพรแทสเซียม ก็จะลดลงไปไม่น้อยอีกด้วย มียาอีกหลายชนิดที่แม้จะมีสรรพคุณเยียวยารักษาโรค
หรืออาการบางอย่างได้ดีแต่ก็มีสารที่ไปทำลายสมองของผู้ป่วย โดยเฉพาะยาของคนป่วยเป็นโรคความดันโลหิตโรคพิษสุรา โรคเกี่ยวกับจิตประสาท
มักมีสารที่กระทบกระเทือนทำให้สมองไม่คึกคักสดชื่นและระบบการเผาผลาญในร่างกายทำงานได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ
ดังนั้นถ้าลดการรับประทานยาประเภทระงับอาการต่างๆ ลงไปได้บ้างก็จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของคนอายุมากอย่างแน่นอน

กินแมงกานีสวันละหน่อย ไม่ปวดหลัง ไม่ขี้ลืม ไม่เซื่องซึม

ถ้าร่างกายขาดแมงกานีสคุณจะรู้สึกว่าความจำไม่ค่อยดี ขี้หลงขี้ลืม หรืออาจมีอาการปวดหลัง ข้อกระดูกสันหลังเสื่อม
การย่อยอาหารก็ทำงานอย่างขาดประสิทธิภาพ
แต่ถ้าร่างกายได้แมงกานีสอย่างพอเพียงกล้ามเนื้อของคุณจะมีการยืดตัวหดตัวดีเยี่ยม ไม่ปวดหลัง ความ เซื่องซึมอ่อนเปลี้ยเพลียแรงก็จะหมดสิ้นไป
ความจำดี ไม่มีอาการขี้ลืมง่ายๆ ลดอาการระคายเคืองทางประสาท
นอกจากนั้นคนที่ป่วยเป็นโรคลมบ้าหมูก็สามารถมีอาการดีขึ้นได้ถ้า
รับประทานแมงกานีสอย่างพอเพียง แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแมงกานีส คือ ถั่วต่างๆ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วทอด นม เนย ไข่ เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้

ลองรับประทานรำข้าว เพื่อบำรุงร่างกายบ้าง

รำข้าวเป็นแหล่งวิตามินและแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์มาก โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ ที่มี อยู่ในรำข้าว มีดังนี้ วิตามินบี1 บี2 บี3 บี5 บี6 กรดโฟลิก ไบโอติน วิตามินอี โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ทองแดง สังกะสี กำมะถัน และคลอไรด์ คุณอาจลองรับประทานรำข้าวด้วยการผสมกับนมสด 1 แก้ว ดื่มทุกวันหรือหุงปนกับข้าวต้ม ข้าวสวย นำไปปรุงร่วมกับอาหารบางอย่างก็ได้ เช่น ไข่เจียวหรือผัดต่างๆ รำข้าวจะช่วยทำให้คุณหมดปัญหาในการขับถ่าย
ช่วยป้องกันโรคนิ่ว โรคเกี่ยวกับลำไส้

เห็ดหอมอัศจรรย์

คุณประโยชน์มหาศาลที่เห็ดหอมจะบันดาลให้แก่สุขภาพของคนเราก็คือ บำรุงสมอง เพิ่มความสดชื่นคึกคัก ลดคอเลสเตอรอล ช่วยในระบบย่อยอาหาร
ป้องกันหลอดเลือดแดง แข็งตัว ต้านมะเร็ง รักษาหอบหืด ลดความเครียด ต้านไวรัส บำรุงระบบประสาท ช่วยให้หลับง่าย บำรุงปอด บำรุงหลอดลม
ชะลอความชรา ฯลฯ
คุณควรบำรุงสุขภาพด้วยการนำเห็ดหอมมาปรุงอาหารทุกๆ สัปดาห์เป็นประจำ โดยนำมาปรุงเป็นอาหารจานผัดๆ ต้มๆ
แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากจนเกินไป

คนสายตาสั้น ควรสนใจวิตามินใดบ้าง

อย่าคิดว่าเมื่อสายตาสั้นแล้วก็จะต้องสั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เสมอไป
เนื่องจากว่าเซลล์ประสาทตานั้นจะไม่เสื่อมลงไปถ้าได้รับการบำรุงที่ดี โดยมากเราจะเคยได้รู้เพียงว่าคนที่รับ
ประทานวิตามินเอเป็นประจำสม่ำเสมอจะมีดวงตาสวย สายตาดี เพราะวิตามินเอเกี่ยวข้องกับสายตาโดยตรงอยู่แล้ว
แต่ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ค้นคว้าพบว่าวิตามินบี1 และวิตามินอีมีคุณสมบัติช่วยบำรุงเรื่องตาของคนเราได้เป็นอย่างดี การขาดวิตามินอีทำให้จอรับภาพของตาเสื่อม การขาดวิตามินบี1 ประสาทที่ทำหน้าที่นำภาพไปสู่สมองก็จะเกิดผิดปกติ มีผลทำให้ประสาทเสื่อม
อาหารที่เป็นแหล่งวิตามินอี และ บี1 ที่ดี ได้แก่ ตับ นม ถั่วลิสง ถั่วต่างๆ ไข่แดง
ข้าวซ้อมมือ เต้าหู้ เนื้อหมู งา กระเทียม และสาหร่าย

NoNNY

เคล็ดลับการกินอาหารเพื่อสุขภาพ

ตอนนี้ใครที่ไม่สนใจสุขภาพคงจะเชยน่าดู เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่เพื่อสุขภาพไม่ว่าจะเป็น

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ นวดเพื่อสุขภาพ หรืออาหารเพื่อสุขภาพซึ่งอันหลังนี้

กำลังเป็นที่นิยมมากในสมัยนี้ แต่จะกินอย่างไรล่ะให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

อันนี้ต้องติดตามอ่านกัน


1. กินอาหารเช้า

การกินอาหารเช้านั้นจะช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเส้นเลือด

ลดอัตรายการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น เพราะฉะนั้นแล้วใคร

ที่ไม่นิยมกินอาหารเช้าคงต้องหันมากินกันแล้วละเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร

ลองเปลี่ยนไปใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันดอกทานตะวันปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิม ๆ

ที่เคยใช้ เพราะน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ไม่มีไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

คนเราควรดื่มน้ำวันละประมาณ 4 - 6 แก้วเพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย

ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก

คุณอาจกินปลาตัวเล็ก เต้าหู้ หรือผักใบเขียว เพราะอาหารประเภทนี้มีแคลเซียมสูง

ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้มเนื้อและกระดูก

5. เลิกเสียทีขนมขบเคี้ยว ของจุกจิก

เพราะขนมเหล่านี้มีไขมันและน้ำตาลสุงซึ่งจะไปทำลายสุขภาพของคุณ ถ้าอยากกิน

ขนมขบเคี้ยวละก็ หันมากินผลไม้แทนจะดีกว่าเพราะมีวิตามินและไฟเบอร์ซึ่งมีประโยชน์มากกว่า


เด่วไว้จะมาเอาอีก 5 ข้อมาโพสนะค่ะ ขอตัวก่อน

NoNNY

มาต่ออีก 4 ข้อที่เหลือค่ะ

6. กินธัญพิชและข้าวกล้องกันเถิด

เมล็ดทานตะวัน ข้างฟ่าง ลูกเดือย ข้าวกล้อง รวมทั้งเมล็ดธัญพิชต่าง ๆ ที่คุณ ๆ มัก

คิดว่าเป็นอาหารนก ลองเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะอาหารนกที่ว่านั้นสามารถลด

คอเลสเทอรอลและควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. เปลี่ยนชนิดของผักผลไม้ซะบ้าง

พยามกินผักผลไม้ต่าง ๆ ให้หลากสีอย่ายึดติดอยู่กับการกินเพี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง

เพราะพืชต่างสีกันสารอาหารก็จะต่างชนิดกัน

8. ห้นมารักปลากันดีกว่า

รักปลาในที่นี้ไม่ใช่ให้หันมาเลี้ยงปลานะแต่หมายถึงให้หันมากินปลาต่างหากล่ะเพราะ

ในเนื้อปลาจะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีนที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปรกติ

และยังช่วยบำรุงเซลล์สมองที่สำคัญยังมีไขมันน้อยอีกด้วย

9. กินถั่วเป็นประจำ

ในถั่วมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ ๆ อยู่หลายชนิด ดังนั้นเราควรที่จะกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง

ถ้าปฏิบัติตามที่เรากล่าวมา รับรองว่าคุณจะมีสุขภาพที่ดีแน่ ๆ ไม่เชื่อลองทำดุสิค่ะ


ขอขอบคุณนิตยสาร ชีวจิต

คัดลอกจากนิตยาสาร Honda Automobile 1/2007


AquariusCamus
โพสอีกนะได้ความรู้ดี ชอบอ่านๆ
NoNNY

ติดสวยค่ะ เด่วเอาไว้จะมาต่อนะก่ะ c.jpg
หน้านี้เป็นเวอร์ชั่นตัดภาพกราฟิกของเนื้อหาทั้งหมด หากต้องการดูเวอร์ชั่นเต็มที่มีข้อมูลครบถ้วนพร้อมการจัดรูปแบบและภาพ กรุณา คลิกที่นี่.
Invision Power Board © 2001-2009 Invision Power Services, Inc.